ครม.เคาะอุดหนุน 9.1 พันล้าน เสริมสภาพคล่อง ขสมก. 'พิพัฒน์' ย้ำองค์กรต้องผ่าตัดลดขาดทุน

ครม.เคาะอุดหนุน 9.1 พันล้าน เสริมสภาพคล่อง ขสมก. 'พิพัฒน์' ย้ำองค์กรต้องผ่าตัดลดขาดทุน

"พิพัฒน์" เผย ครม.อนุมัติเงินเพิ่มสภาพคล่อง ขสมก. 9.1 พันล้านบาท ชี้องค์กรต้องผ่าตัด มั่นใจเปลี่ยนเป็น EV ครบวงจร หยุดขาดทุนได้ใน 7 ปี เล็งลดจำนวนรถเหลือ 2,300 คัน

KEY

POINTS

  • "พิพัฒน์" เผย ครม.อนุมัติเงินเพิ่มสภาพคล่อง ขสมก. 9.1 พันล้านบาท
  • ชี้องค์กรต้องผ่าตัด มั่นใจเปลี่ยนเป็น EV ครบวงจร หยุดขาดทุนได้ใน 7 ปี
  • เล็งลดจำนวนรถเหลือ 2,300 คัน
  • เน้นระบบเช่าลดภาระหนี้ ส่วนการทำรถไฟทางคู่ในภาคตะวันออกเพิ่มไม่ปฏิเสธแนวคิดแต่ต้องรอหลังเลือกตั้ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (13 ม.ค.) อนุมัติวงเงินประมาณ 9,100 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีการขอวงเงินเสริมสภาพคล่องกว่า

โดยการแก้ปัญหาในระยะต่อไปได้หารือกับผู้อำนวยการ ขสมก. ถึงแผนการปรับเปลี่ยนรถโดยสารทั้งหมดให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) ซึ่งเชื่อมั่นว่าหากปรับเปลี่ยนได้ครบถ้วนจะสามารถถึงจุดคุ้มทุน (Break-even point) ได้ภายใน 5-7 ปี

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่าหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาของ ขสมก.คือการเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นเจ้าของรถเอง มาเป็นการเช่ารถทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าซ่อมบำรุงและค่าอะไหล่ที่เคยเป็นปัญหาหลัก โดยให้บริษัทผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรถแทน นอกจากนี้จะมีการเปลี่ยนระบบเก็บค่าโดยสารเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทำให้ลดต้นทุนเรื่องพนักงานลงไปได้

ในส่วนของความคืบหน้าการจัดหารถนั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า การประมูลรถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน ได้ข้อยุติและจบกระบวนการเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มรับมอบรถล็อตแรกในปี 2570 และล็อตที่สองอีก 800 คัน เพื่อทดแทนรถระบบสันดาปเดิมในปี 2571

ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ ขสมก. ไปบริหารจัดการจำนวนรถใหม่ โดยตั้งเป้าลดจากปัจจุบันที่มีกว่า 2,800 คัน ให้เหลือประมาณ 2,300 คัน ที่เป็นรถใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้มากกว่า 60% เมื่อเทียบกับน้ำมัน

"เราต้องดูว่าเมื่อได้รับรถใหม่มาแล้ว รถ NGV อีกประมาณ 400 คัน ยังมีความจำเป็นหรือไม่ หากรถใหม่ 2,300 คันเพียงพอ ก็สามารถจำหน่ายรถเก่าออกไปได้เลยเพื่อเซฟงบประมาณ" นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวถึงประเด็นโครงการรถไฟความเร็วสูงภาคตะวันออกที่พรรคประชาชนได้มีข้อเสนอว่าควรมีการสร้างรถไฟทางคู่เพื่อเพิ่มความเร็วของรถไฟในการเดินทางไปถึง จ.ตราดว่า โครงการนี้รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธแนวคิด แต่ได้มีการดึงเอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการไฮสปีดเทรนด์เพื่อเชื่อมต่อ 3 สนามบิน และพื้นที่อู่ตะเภา แล้วแม้จะมีข้อเสนอให้ปรับเป็นรถไฟทางคู่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าต้องพิจารณาตามโครงการที่ได้เชิญชวนเอกชนไว้เพื่อให้เดินหน้าต่อได้

ส่วนการขยายเส้นทางไปยังจังหวัดตราดนั้น จะต้องมีการศึกษาความคุ้มค่าอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าความชัดเจนในเชิงนโยบายการขยายตัวจะเกิดขึ้นภายหลังจากการเลือกตั้ง