'TDRI-สศช.-เอสซีจี' เสนอสูตรแก้เกมอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามคอขวดการเมือง

'TDRI-สศช.-เอสซีจี' เสนอสูตรแก้เกมอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามคอขวดการเมือง

"ทีดีอาร์ไอ-สศช.-เอสซีจี" ประสานเสียงเสนอสูตรแก้เกมอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามคอขวดการเมือง ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ชูโมเดล "GDP 5%" สู่ที่ 1 ในภูมิภาค

KEY

POINTS

  • TDRI เสนอแนวทางผลักดัน GDP ให้โต 5% ผ่านการปฏิรูปแรงงาน (เช่น ขยายอายุเกษียณ), การลดอุปสรรคทางกฎหมาย (Regulatory Guillotine) และการเพิ่ม Productivity ควบคู่กับการเปิดเสรีการค้า
  • สศช. เผยทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ที่จะปรับโมเดลอุตสาหกรรมจากการผลิตสินค้า Mass ไปสู่สินค้ามูลค่าสูง และมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตรแปรรูป และ Wellness โดยย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาวินัยการคลัง
  • เอสซีจี ชี้ว่ากฎระเบียบที่ขาดความยืดหยุ่นคือ อุปสรรคใหญ่ของเอกชน พร้อมเสนอทางออกด้วยการเพิ่ม Productivity ผ่านเทคโนโลยี, ใช้โมเดล Sandbox ในระดับพื้นที่ (Saraburi Model) และสร้างความร่วมมือใน Supply Chain
  • ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และโครงสร้างการเมือง คือ คอขวดสำคัญ โดย TDRI จะเริ่มตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองอย่างเข้มข้นเพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชน
  • ชงโมเดล "3 ประสาน" ที่ภาครัฐ เอกชน และภาควิชาการต้องร่วมมือกัน เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวข้ามอุปสรรค และเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG จัดเสวนาหัวข้อ “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs” ระดมสมอง และผสานความร่วมมือจากหลากภาคส่วน ทั้งเอกชน การเงิน และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2569

สำหรับหัวข้อ “พลังความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนายชนะ ภูมี ที่ปรึกษาผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมวิเคราะห์วิกฤติเศรษฐกิจไทย และเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

GDP 5% ปฏิรูปแรงงาน-ลดกฎระเบียบ-เปิดเสรีการค้า

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.3% แต่หากต้องการให้ประเทศพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 15 ปี ต้องผลักดันให้ GDP เฉลี่ยโตถึง 5% โดยเสนอแนวทางเติมส่วนต่าง 2.7% ที่ขาดหายไปดังนี้

1. ปฏิรูปภาคแรงงาน (เติม 0.6%) เสนอให้ขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปีพร้อมอัปสกิลแรงงาน และปรับระบบเกณฑ์ทหารให้เป็นแบบสมัครใจเพื่อคืนแรงงานหนุ่มสาว 40,000 คนเข้าสู่ระบบ รวมถึงลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากอุบัติเหตุและมลพิษ PM 2.5

2. ลดอุปสรรคทางกฎหมาย (เติม 0.6%) เร่งทำ Regulatory Guillotine ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นซึ่งเป็นต้นทางของคอร์รัปชัน เช่น ร้านอาหารที่ต้องขอใบอนุญาตซ้ำซ้อนหลายใบ

 

 

 

3. เพิ่ม Productivity และเปิดเสรี (เติม 1.4%) ใช้โอกาสจากแรงกดดันทางการค้า เช่น นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นตัวเร่งในการปฏิรูปกฎกติกาการค้า และศุลกากร เช่น การเลิกเงินรางวัลนำจับของศุลกากร และการเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบอย่างเมล็ดกาแฟเพื่อสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำ

แผน 14 ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายดนุชา เปิดเผยถึงความคืบหน้าของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการสร้างการเติบโต (Growth) ควบคู่กับการกระจายประโยชน์ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ

1. การปรับโมเดลอุตสาหกรรม ต้องเปลี่ยนจากสินค้า Mass มาเป็นสินค้าที่มีความต่าง (Distinction) และคุณภาพสูง (High Value) เนื่องจากไทยไม่สามารถสู้จีนด้วยต้นทุนต่ำได้อีกต่อไป

2. อุตสาหกรรมเป้าหมาย มุ่งเน้นการยกระดับเกษตรแปรรูป (Smart Farming) ที่กระจายรายได้สู่คนส่วนใหญ่ รวมถึงอุตสาหกรรม Wellness และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Semiconductor และ Data Center

3. วินัยการคลัง ย้ำว่าสถานะการคลังของไทยมีจำกัด ไม่สามารถเน้นเพียงการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นได้ แต่ต้องเน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

"กฎระเบียบ" อุปสรรคใหญ่ของเอกชน

นายชนะ กล่าวว่า ในมุมมองจากภาคปฏิบัติ อุปสรรคใหญ่ของเอกชนคือ กฎระเบียบที่ข้ามกระทรวง และขาดความยืดหยุ่น พร้อมเสนอทางออกดังนี้

1. Productivity คือ หัวใจ ภาคอุตสาหกรรมต้องตั้งเป้าเพิ่ม Productivity จาก 35% เป็น 50% โดยใช้เทคโนโลยี AI และเซนเซอร์ ซึ่งไทยมีบุคลากรที่มีทักษะอยู่แล้วแต่ขาดการสนับสนุนที่เป็นระบบ

2. Saraburi Model ตัวอย่างการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ (Sandbox) ที่ไม่ต้องรอส่วนกลาง โดยการบริหารจัดการพลังงานสะอาด และขยะ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ทันที

3. ความร่วมมือใน Supply Chain ใช้แนวทาง “พี่ช่วยน้อง” และการสนับสนุนสินค้าไทย (Made in Thailand) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน รวมถึงการทำ Branding และนวัตกรรมเพื่อขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้น

"การเมือง" คือ คอขวดที่ต้องก้าวข้าม

ทั้งนี้ วิทยากรทั้ง 3 ท่านเห็นตรงกันว่า ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และโครงสร้างการเมือง คือ อุปสรรคสำคัญ โดย TDRI จะเริ่มตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองอย่างเข้มข้นในแง่ความสมเหตุสมผลของงบประมาณ เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ

การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นหนึ่งในภูมิภาค ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องใช้โมเดล "3 ประสาน" (Triple Helix) คือ รัฐสนับสนุน เอกชนนำด้วยโจทย์ธุรกิจ และวิชาการเติมเต็มองค์ความรู้ เพื่อให้ฟันเฟืองทุกตัวหมุนไปในทิศทางเดียวกันอย่างมั่นคง

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์