วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

3 พรรคชงปลดล็อกกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

3 พรรคชงปลดล็อกกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

เปิดเวทีระดมความเห็น 3 พรรคการเมือง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ประชาชน” แนะอุดรูรั่วการคลัง ลดคอร์รัปชัน เพิ่มรายได้รัฐ ดันรัฐเป็นแพลตฟอร์มกลางหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล “เพื่อไทย” หนุนแก้กับดักการคลัง ชี้ปัญหาหนี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ ชูขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล “ประชาธิปัตย์” ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยตกยุค เสนอนโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด 

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่รุมเร้าจากทุกทิศ ทั้งแผลเป็นเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ขีดจำกัดพื้นที่การคลังเริ่มตึงตัว รวมด้วยแรงกดดันจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่มีสัญญาณอันตรายจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมกำลังหมดแรงส่ง และต้องยกเครื่องครั้งใหญ่

“กรุงเทพธุรกิจ” เปิดเวทีรายการ “Deep Talk” เชิญ 3 ขุนพลเศรษฐกิจ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน เพื่อร่วมนำเสนอการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่จะพาประเทศไทยฝ่าคลื่นลมมรสุมครั้งนี้

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัด “พื้นที่ทางการคลัง” ค่อนข้างมากในช่วงเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นอย่างพอดี แม้รัฐบาลอดีตขาดดุลทางการคลังสูงกว่า 3% ของจีดีพี แต่ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ชะลอรุนแรงเท่านี้ โดยเฉพาะสถาบันวิเคราะห์มองจีดีพีไทยปี 2569 อาจชะลอลงมากสุดรอบ 30 ปี ยิ่งเป็นข้อจำกัดต่อนโยบายการคลัง

"ปีงบประมาณปี 2570 วงเงินประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายประจำออกไป รวมถึงผลจากการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้ามาแล้ว 2-3 ครั้ง ทำให้รัฐบาลเหลืองบที่ใช้ได้จริงเพียง 7 แสนล้านบาท"

3 พรรคชงปลดล็อกกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหารายได้รัฐ โดยพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการอุดรูรั่วจากการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์รูปแบบหรือแพตเทิร์นการประมูล และการเสนอราคา ซึ่งมีแนวโน้มดึงรายได้เข้ารัฐมากกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งหากเทียบการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% สร้างรายรัฐได้เพียง 80,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจนอกระบบ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เศรษฐกิจนอกระบบไทยมีหลายลักษณะตั้งแต่นอกระบบแบบ “ขาวสะอาด” จนถึง “ดำและเทา” ที่ต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกัน

สำหรับภาคธุรกิจนอกระบบ พรรคประชาชน มีนโยบาย “หวยภาษี” จูงใจให้เข้าระบบ โดยประชาชนนำใบเสร็จร้านค้านอกระบบมารวมให้ครบ 500 บาท เพื่อนำไปแลกสลากเลขท้าย 3 ตัว

ขณะเดียวกันพรรคมีแนวทางสนับสนุนให้ SMEs เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยขยายเกณฑ์รายได้ที่ต้องจด VAT จากเดิม 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อลดความกังวลธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการจด VAT เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ซึ่งอยู่ที่ 20,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ ธุรกิจที่จด VAT จะนำค่าใช้จ่ายด้านการทำบัญชีรายปี หรือค่าใช้จ่ายเพื่ออัปสกิลพนักงาน มาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย

รัฐเป็นแพลตฟอร์มกลางดัน ศก.ดิจิทัล

สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า พรรคประชาชนต้องการให้รัฐทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีแอปพลิเคชันของตัวเองเป็นพันแอป ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความซ้ำซ้อน และขาดการเชื่อมโยง

ขณะเดียวกัน พรรคยังต้องการผลักดัน Platform Economy หรือระบบการค้าออนไลน์ของไทย ปัจจุบันแม้จะมีการซื้อขายออนไลน์จำนวนมาก แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับไหลออกไปต่างประเทศ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักในไทยยังเป็นของต่างชาติเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้กำหนดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ได้เอง

ส่วนแนวคิดสำคัญ คือ OCN (Open Commerce Network) หรือเครือข่ายการค้าไทยแบบเปิด ซึ่งถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอินเดีย โดยจะลดค่าธรรมเนียมคนกลางลงมากกว่า 50% ทำให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่โดยไม่พึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติ 

“เพื่อไทย” หนุนแก้กับดักการคลัง

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ประเด็นพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) มี 2 ประเด็นต้องให้ความสำคัญ คือ ประมาณการเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ตรงข้อเท็จจริง โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อต่ำ เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับเหมาะสม

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ไทยมีข้อจำกัดทางการคลัง และมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และคุ้มค่า โดยไม่เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งได้เสนอโครงการ “คนไทยไร้จน" ใช้งบประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อเจาะจงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 

“หัวใจสำคัญไม่ใช่อัดฉีดงบประมาณอย่างเดียว แต่ดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดการลงทุน (FDI) การปรับกฎหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และการท่องเที่ยว”

3 พรรคชงปลดล็อกกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

“แก้ปัญหาหนี้” โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

สำหรับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจประเทศ นายเผ่าภูมิ มองว่า ภาระหนี้สินประชาชนคือ โซ่ตรวนที่ตรึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่แก้หนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นจะไม่ได้ผลเต็มที่ โดยเพื่อไทยจะออกแพ็กเกจนโยบายแก้หนี้ครบวงจรมองปัญหาทั้งระบบ ผ่านมาตรการพิโกไฟแนนซ์สร้างเจ้าหนี้ในระบบที่ถูกกฎหมาย และให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือ ภาคธุรกิจ และ SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้จากความเสี่ยงสูง และกลไกค้ำประกันเดิมมีข้อจำกัด เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยเสนอให้ตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกเครื่องระบบค้ำประกันสินเชื่อแทนที่จะอุดหนุนเงินให้ บสย.ซึ่งจะช่วยให้สินเชื่อไหลลงสู่ระบบได้จริงและธนาคารวิ่งเข้าหาลูกค้าเอง

ชูขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า นโยบายพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์สูงสุดผ่านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่

1.Tokenization นำสินทรัพย์ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unutilized Assets) เช่น ที่ดินราชพัสดุ มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลให้ประชาชนร่วมลงทุน

2.G-Token การออกพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบดิจิทัลโทเคน เพื่อให้ประชาชนรายย่อยซื้อได้ง่ายขึ้นเริ่มต้นหลักร้อยบาท และมีสภาพคล่องสูง

3.Tourist DigiPay เปิดช่องทางให้นักท่องเที่ยวใช้ Cryptocurrency ในการใช้จ่ายผ่าน QR Code ในไทย เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่จากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกมาสู่ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก

4.AI for All ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการสร้างความรู้ให้ประชาชนตั้งคำถาม AI เพื่อเพิ่มผลผลิต เช่น การจับคู่ Demand-Supply สินค้าเกษตร หรือการแก้ปัญหาจราจร

ปชป.ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจตกยุค

นางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยยังเป็นรุ่น 3.0 ในขณะที่โลก และประเทศเพื่อนบ้านไปไกลกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงวางแนวทางแก้ปัญหา 

1.เน้นการลดค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน และเพิ่มรายได้ให้กับคนทุกช่วงวัย และทุกกลุ่มอาชีพที่มีความต้องการแตกต่างกัน

2.แก้ต้นตอของปัญหาที่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้คล่องตัว คือ โครงสร้างกฎหมาย และความโปร่งใสในการทำงาน 

3.ต้องเร่งสร้างโอกาสจากภายนอกประเทศ เช่น การดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมใหม่ และดึงนักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามาสร้างมูลค่าภายในประเทศ

นอกจากนี้ การจะเพิ่มศักยภาพประเทศต้องเดินหน้าด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 

1.ปลดล็อกกรอบรูปแบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน และอนาคต 

2.สร้างแต้มต่อให้กับกลุ่มต่างๆ เช่น SME, Startup, Freelancer และกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ 

3.เตรียมความพร้อมทั้งเชิงโครงสร้าง เทคโนโลยี และศักยภาพบุคคลเพื่อรับโอกาสใหม่ในอนาคต

เสนอนโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด

สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ภูมิใจนำเสนอ คือ นโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด (Open Data Economy) ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำจุดเด่นที่มีด้านฐานข้อมูลของภาครัฐมาต่อยอดให้ใช้งานได้จริง เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐเป็นเจ้าของฐานข้อมูลที่มีมูลค่ามากสุด แต่การจัดเก็บยังแยกส่วนกัน นโยบายนี้จะปลดล็อกข้อมูล Open Data เพื่อทำให้ไทยก้าวสู่ AI Economy และ Data Economy

ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ต้องดำเนินการเอง เพราะการดำเนินการเองในช่วงที่ผ่านมาทำให้เห็นปัญหามีแอปพลิเคชันจำนวนมาก และกระจัดกระจาย ดังนั้นควรเปลี่ยนมาสนับสนุนซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์ม เป็นศูนย์รวมฐานข้อมูลเพื่อให้ภาคเอกชน และ SME นำข้อมูลไปต่อยอดวางแผนธุรกิจ การเข้าถึงข้อมูลของรัฐเพียงระบบเดียว จะทำให้เอกชนลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงาน ทำธุรกิจง่ายขึ้น

รวมทั้งการผลักดัน Open Data ยังจะช่วยให้ผู้ที่ทำอาชีพอิสระ หรือ Freelancer สามารถใช้ข้อมูลการทำงานบนแพลตฟอร์มเป็นหลักฐานเพื่อขอเงินทุนหรือกู้เงินในระบบได้ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม สร้างความเท่าเทียม 

“การดี” หนุนสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะที่มุมมองการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลมองเสมือนการสร้างพื้นฐานสาธารณะที่ต้องออกแบบให้ดี และเหมาะสม จึงมุ่งเน้นการเชื่อม Data ที่เป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน เช่น ด้านสุขภาพ และด้านทักษะ การผลักดันให้รัฐเป็นเสมือนกระเป๋าจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นำไปอัปสกิล 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจนี้จำนวนมากอยู่แล้ว ดังนั้นต้องมองแนวทางการสร้างโอกาสให้กับคนไทย เช่น การพูดคุยกับผู้ประกอบการต่างชาติเหล่านี้ในการร่วมวิจัยและพัฒนาต่อยอดให้กับคนไทย

“ไทยเคยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานผลิตรถยนต์ และเป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดไดรฟ์ (Hard Drive) ของโลก วันนี้ต้องถามว่าเรามีความจำเป็นในการสร้างแบรนด์เองเพื่อไปแข่งขันหรือไม่ หรือวางตัวเป็น Supply Chain ที่ทรงพลังสุดที่ทุกคนต้องมาใช้ในยุคของ Data Economy และ Data Center ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้ว”

3 พรรคชงปลดล็อกกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์