3 พรรคชงปลดล็อคกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

3 พรรคชงปลดล็อคกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

เปิดเวทีระดมความเห็น 3 พรรคการเมือง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ประชาชน” แนะอุดรูรั่วการคลัง ลดคอร์รัปชัน เพิ่มรายได้รัฐ ดันรัฐเป็นแพลตฟอร์มกลางหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล “เพื่อไทย” หนุนแก้กับดักการคลัง ชี้ปัญหาหนี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ ชูขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล “ประชาธิปัตย์” ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยตกยุค เสนอนโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด 

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่รุมเร้าจากทุกทิศ ทั้งแผลเป็นเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ขีดจำกัดพื้นที่การคลังเริ่มตึงตัว รวมด้วยแรงกดดันจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่มีสัญญาณอันตรายจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมกำลังหมดแรงส่งและต้องยกเครื่องครั้งใหญ่

“กรุงเทพธุรกิจ” เปิดเวทีรายการ “Deep Talk” เชิญ 3 ขุนพลเศรษฐกิจ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน เพื่อร่วมนำเสนอการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่จะพาประเทศไทยฝ่าคลื่นลมมรสุมครั้งนี้

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัด “พื้นที่ทางการคลัง” ค่อนข้างมากในช่วงเศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นอย่างพอดี แม้รัฐบาลอดีตขาดดุลทางการคลังสูงกว่า 3% ของจีดีพี แต่ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ชะลอรุนแรงเท่านี้ โดยเฉพาะสถาบันวิเคราะห์มองจีดีพีไทยปี 2569 อาจชะลอลงมากสุดรอบ 30 ปี ยิ่งเป็นข้อจำกัดต่อนโยบายการคลัง

"ปีงบประมาณปี 2570 วงเงินประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายประจำออกไป รวมถึงผลจากการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้ามาแล้ว 2-3 ครั้ง ทำให้รัฐบาลเหลืองบที่ใช้ได้จริงเพียง 7 แสนล้านบาท"

3 พรรคชงปลดล็อคกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหารายได้รัฐ โดยพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการอุดรูรั่วจากการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์รูปแบบหรือแพตเทิร์นการประมูลและการเสนอราคา ซึ่งมีแนวโน้มดึงรายได้เข้ารัฐมากกว่าแสนล้านบาท รวมทั้งหากเทียบการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% สร้างรายรัฐได้เพียง 80,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจนอกระบบ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เศรษฐกิจนอกระบบไทยมีหลายลักษณะตั้งแต่นอกระบบแบบ “ขาวสะอาด” จนถึง “ดำและเทา” ที่ต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกัน

สำหรับภาคธุรกิจนอกระบบ พรรคประชาชน มีนโยบาย “หวยภาษี” จูงใจให้เข้าระบบ โดยประชาชนนำใบเสร็จร้านค้านอกระบบมารวมให้ครบ 500 บาท เพื่อนำไปแลกสลากเลขท้าย 3 ตัว

ขณะเดียวกันพรรคมีแนวทางสนับสนุนให้ SMEs เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยขยายเกณฑ์รายได้ที่ต้องจด VAT จากเดิม 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อลดความกังวลธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการจด VAT เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ซึ่งอยู่ที่ 20,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ ธุรกิจที่จด VATจะนำค่าใช้จ่ายด้านการทำบัญชีรายปี หรือค่าใช้จ่ายเพื่ออัปสกิลพนักงาน มาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย

รัฐเป็นแพลตฟอร์มกลางดัน ศก.ดิจิทัล

สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคประชาชนต้องการให้รัฐทำหน้าที่เป็น“แพลตฟอร์มกลาง”เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีแอปพลิเคชันของตัวเองเป็นพันแอปฯ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดการเชื่อมโยง

ขณะเดียวกัน พรรคยังต้องการผลักดัน Platform Economy หรือระบบการค้าออนไลน์ของไทย ปัจจุบันแม้จะมีการซื้อขายออนไลน์จำนวนมาก แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับไหลออกไปต่างประเทศ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักในไทยยังเป็นของต่างชาติเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้กำหนดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ได้เอง

ส่วนแนวคิดสำคัญ คือ OCN (Open Commerce Network) หรือเครือข่ายการค้าไทยแบบเปิด ซึ่งถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอินเดีย โดยจะลดค่าธรรมเนียมคนกลางลงมากกว่า 50% ทำให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่โดยไม่พึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติ 

“เพื่อไทย” หนุนแก้กับดักการคลัง

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ประเด็นพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) มี 2 ประเด็นต้องให้ความสำคัญ คือ ประมาณการเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ตรงข้อเท็จจริง โดยประมาณการอัตราเงินเฟ้อต่ำ เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับเหมาะสม

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่า โดยไม่เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งได้เสนอโครงการ “คนไทยไร้จน" ใช้งบประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อเจาะจงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 

“หัวใจสำคัญไม่ใช่อัดฉีดงบประมาณอย่างเดียว แต่ดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดการลงทุน (FDI) การปรับกฎหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการท่องเที่ยว”

3 พรรคชงปลดล็อคกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

“แก้ปัญหาหนี้” โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

สำหรับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจประเทศ นายเผ่าภูมิ มองว่า ภาระหนี้สินประชาชนคือโซ่ตรวนที่ตรึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่แก้หนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นจะไม่ได้ผลเต็มที่ โดยเพื่อไทยจะออกแพ็คเกจนโยบายแก้หนี้ครบวงจรมองปัญหาทั้งระบบ ผ่านมาตรการพิโกไฟแนนซ์สร้างเจ้าหนี้ในระบบที่ถูกกฎหมาย และให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือภาคธุรกิจและ SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้จากความเสี่ยงสูง และกลไกค้ำประกันเดิมมีข้อจำกัด เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยเสนอให้ตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกเครื่องระบบค้ำประกันสินเชื่อแทนที่จะอุดหนุนเงินให้ บสย.ซึ่งจะช่วยให้สินเชื่อไหลลงสู่ระบบได้จริงและธนาคารวิ่งเข้าหาลูกค้าเอง

ชูขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า นโยบายพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์สูงสุดผ่านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่

1.Tokenization นำสินทรัพย์ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unutilized Assets) เช่น ที่ดินราชพัสดุ มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลให้ประชาชนร่วมลงทุน

2.G-Token การออกพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบดิจิทัลโทเคน เพื่อให้ประชาชนรายย่อยซื้อได้ง่ายขึ้นเริ่มต้นหลักร้อยบาท และมีสภาพคล่องสูง

3.Tourist DigiPay เปิดช่องทางให้นักท่องเที่ยวใช้ Cryptocurrency ในการใช้จ่ายผ่าน QR Code ในไทย เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่จากตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกมาสู่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก

4.AI for All ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการสร้างความรู้ให้ประชาชนตั้งคำถาม AI เพื่อเพิ่มผลผลิต เช่น การจับคู่ Demand-Supply สินค้าเกษตร หรือการแก้ปัญหาจราจร

ปชป.ชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจตกยุค

นางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีมุมมองต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยยังเป็นรุ่น 3.0 ในขณะที่โลกและประเทศเพื่อนบ้านไปไกลกว่านั้น พรรคประชาธิปัตย์จึงวางแนวทางแก้ปัญหา 

1.เน้นการลดค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน และเพิ่มรายได้ให้กับคนทุกช่วงวัยและทุกกลุ่มอาชีพที่มีความต้องการแตกต่างกัน

2.แก้ต้นตอของปัญหาที่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้คล่องตัว คือ โครงสร้างกฎหมายและความโปร่งใสในการทำงาน 

3.ต้องเร่งสร้างโอกาสจากภายนอกประเทศ เช่น การดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมใหม่ และดึงนักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามาสร้างมูลค่าภายในประเทศ

นอกจากนี้ การจะเพิ่มศักยภาพประเทศต้องเดินหน้าด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 

1.ปลดล็อกกรอบรูปแบบเดิมที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต 

2.สร้างแต้มต่อให้กับกลุ่มต่างๆ เช่น SME, Startup, Freelancer และกลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ 

3.เตรียมความพร้อมทั้งเชิงโครงสร้าง เทคโนโลยี และศักยภาพบุคคลเพื่อรับโอกาสใหม่ในอนาคต

เสนอนโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด

สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ภูมิใจนำเสนอ คือ นโยบายเศรษฐกิจข้อมูลแบบเปิด (Open Data Economy) ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ นำจุดเด่นที่มีด้านฐานข้อมูลของภาครัฐมาต่อยอดให้ใช้งานได้จริง เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐเป็นเจ้าของฐานข้อมูลที่มีมูลค่ามากสุด แต่การจัดเก็บยังแยกส่วนกัน นโยบายนี้จะปลดล็อกข้อมูล Open Data เพื่อทำให้ไทยก้าวสู่ AI Economy และ Data Economy

ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ต้องดำเนินการเอง เพราะการดำเนินการเองในช่วงที่ผ่านมาทำให้เห็นปัญหามีแอปพลิเคชันจำนวนมาและกระจัดกระจาย ดังนั้นควรเปลี่ยนมาสนับสนุนซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม เป็นศูนย์รวมฐานข้อมูลเพื่อให้ภาคเอกชนและ SME นำข้อมูลไปต่อยอดวางแผนธุรกิจ การเข้าถึงข้อมูลของรัฐเพียงระบบเดียว จะทำให้เอกชนลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงาน ทำธุรกิจง่ายขึ้น

รวมทั้งการผลักดัน Open Data ยังจะช่วยให้ผู้ที่ทำอาชีพอิสระ หรือ Freelancer สามารถใช้ข้อมูลการทำงานบนแพลตฟอร์มเป็นหลักฐานเพื่อขอเงินทุนหรือกู้เงินในระบบได้ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม สร้างความเท่าเทียม 

“การดี” หนุนสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

ขณะที่มุมมองการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลมองเสมือนการสร้างพื้นฐานสาธารณะที่ต้องออกแบบให้ดีและเหมาะสม จึงมุ่งเน้นการเชื่อม Data ที่เป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน เช่น ด้านสุขภาพ และด้านทักษะ การผลักดันให้รัฐเป็นเสมือนกระเป๋าจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นำไปอัพสกิล 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบันประเทศไทยมีการลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจนี้จำนวนมากอยู่แล้ว ดังนั้นต้องมองแนวทางการสร้างโอกาสให้กับคนไทย เช่น การพูดคุยกับผู้ประกอบการต่างชาติเหล่านี้ในการร่วมวิจัยและพัฒนาต่อยอดให้กับคนไทย

“ไทยเคยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานผลิตรถยนต์ และเป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดไดรฟ์ (Hard Drive) ของโลก วันนี้ต้องถามว่าเรามีความจำเป็นในการสร้างแบรนด์เองเพื่อไปแข่งขันหรือไม่ หรือวางตัวเป็น Supply Chain ที่ทรงพลังสุดที่ทุกคนต้องมาใช้ในยุคของ Data Economy และ Data Center ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีจุดแข็งอยู่แล้ว”

3 พรรคชงปลดล็อคกับดักประเทศ 'พท.-ปชน.-ปชป.' หนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่