‘คดีภาษีทรัมป์’จุดเปลี่ยนโลก ผู้ส่งออกไทย ลุ้นระทึก‘คำพิพากษา’

‘คดีภาษีทรัมป์’จุดเปลี่ยนโลก ผู้ส่งออกไทย ลุ้นระทึก‘คำพิพากษา’

“ปลัดคลัง” ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐตัดสินคดีภาษีทรัมป์ 14 ม.ค.จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ยืนยันไทยมีแผนรับมือ สรท.ลุ้นยืนตามศาลอุทธรณ์ ระบุไม่ว่าคำตัดสินออกมารูปแบบใด ชี้เป็นไปได้สหรัฐใช้มาตรการอื่นแทน มองส่งออกปี 69 ชะลอตัวบวก 2-4% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ห่วงบาทแข็งกระทบขีดแข่งขัน

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกาสหรัฐเตรียมมีคำพิพากษาคดีนโยบายภาษีตอบโต้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 14 ม.ค. 2569 ซึ่งผู้ส่งออกไทยและทั่วโลกต่างจับตารอผลกระทบ
  • ผลคำตัดสินมี 2 แนวทาง คือ หากศาลอนุญาตให้เก็บภาษีต่อ ผลกระทบจะจำกัดเพราะมีการเตรียมรับมือแล้ว แต่หากศาลสั่งห้าม จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยทันที
  • ปัจจุบันไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คาดการณ์การส่งออกปี 2569 ชะลอตัวลง
  • สรท.มองส่งออกปี 69 ชะลอตัวบวก 2-4%  ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

ศาลฎีกาสหรัฐ (Supreme Court) จะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 14 ม.ค.2569 ซึ่งจะมีผลกับทุกประเทศที่ถูกสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย โดยไม่ว่าผลออกมาทิศทางใดได้เตรียมความพร้อมแล้ว ดังนี้

1.กรณีศาลฎีกาสหรัฐตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์เดินหน้านโยบายภาษีต่อได้ สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงเหมือนเดิมเพราะภาคเอกชนและภาครัฐได้ปรับตัวและเตรียมแผนรองรับผลกระทบไว้แล้ว

2.กรณีศาลฎีกาสหรัฐตัดสินออกมาเป็นคุณต่อการค้าโลกด้วยการสั่งไม่ให้จัดเก็บภาษีดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที

หากโชคดี ศาลบอกทำไม่ได้ จะเป็นปัจจัยบวก ส่วนจะบวกมากหรือน้อยต้องติดตามต่อไป” นายลวรณ กล่าว

สำหรับภาษีตอบโต้ของสหรัฐสร้างแรงกระเพื่อมต่อการค้าโลกมาก โดยประกาศเก็บภาษีขั้นต่ำ 10% จากทุกประเทศ และสูงสุด 50% ในบางประเทศ ซึ่งไทยถูกเรียกเก็บอัตรา 19% จากเดิมเคยถูกเพ่งเล็งที่ 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2568

ทั้งนี้ เมื่อเทียบประเทศกลุ่มอาเซียนพบอัตราภาษีแตกต่างกัน ได้แก่ สิงคโปร์อยู่ที่ 10% อัตราต่ำที่สุดในภูมิภาค ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา 19% ส่วนเวียดนาม 20% บรูไน 25% ขณะที่ สปป.ลาว และเมียนมา 40% ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในภูมิภาค

‘คดีภาษีทรัมป์’จุดเปลี่ยนโลก ผู้ส่งออกไทย ลุ้นระทึก‘คำพิพากษา’

ศาลสูงสหรัฐหาทางออกคำพิพากษา

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ทั่วโลกติดตามว่าศาลฎีกาสหรัฐจะมีคำตัดสินยืนตามคำตัดสินศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัยแม้ข้อมูลและเหตุผลคดีสอดคล้องคำตัดสินเดิม

ทั้งนี้การที่ศาลฎีกาเลื่อนการตัดสินเพื่อพิจารณารายละเอียดเพิ่มได้สร้างความกังวลให้ตลาดโลก โดยการเลื่อนคำตัดสินสะท้อนว่า ศาลฎีกาอาจกำลังหาทางออกเชิงนโยบายที่เหมาะสมต่อประเด็นการนำเข้าสินค้าปริมาณมากของสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นกฎหมาย แต่เชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจและการค้ารวมของสหรัฐ

รวมทั้งต้องจับตาว่าศาลยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หรือจะมีแนวทางใหม่ให้ฝ่ายบริหารสหรัฐนำไปจัดการปัญหา ซึ่งไม่ว่าคำตัดสินออกมารูปแบบใด ฝ่ายบริหารสหรัฐยังมีอำนาจและบทบาทในการกำหนดทิศทางมาตรการทางการค้า และเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการอื่นหรือคงมาตรการเดิมไว้เพื่อควบคุมการนำเข้า

ส่งออกปี 69 ชะลอตัว“บวก2.4%”

นายธนากร กล่าวว่า การส่งออกไทยปี 2569 มีทิศทางชะลอตัว โดย สรท.คาดว่าบวก 2-4% จากเดิมคาดเติบโต 0-2% แม้มีอุปสรรคภายในและภายนอก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีสหรัฐ 

รวมถึงมูลค่าการส่งออกปี 2568 ขยายตัวอัตราสูง ซึ่งบางอุตสาหกรรมมีมุมเป็นบวกแม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และมูลค่าการส่งออกปี 2568 ขยายตัวสูง ซึ่งบางอุตสาหกรรมยังมีมุมเป็นบวก

‘คดีภาษีทรัมป์’จุดเปลี่ยนโลก ผู้ส่งออกไทย ลุ้นระทึก‘คำพิพากษา’

ลงทุน FDI อาจไม่เชื่อมโยงซัพพลายเชน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2569 ได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองที่อาจกระทบเศรษฐกิจ ต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการแรงงาน ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ส่งออก 

รวมถึงทิศทางต้นทุนพลังงาน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อาจไม่เชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศ ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบังและคลังสินค้าสุวรรณภูมิ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก

ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ 

รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่3 และ ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ

ชงรัฐบาลดูแลเสถียรภาพบาทไทย

นายธนากร กล่าวว่า สรท.ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และเร่งเจรจาเกณฑ์ RVC กับสหรัฐ รวมถึงการขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) การรุกตลาดใหม่อย่างเชิงรุก การเข้มงวดกำกับดูแลสินค้านำเข้า 

รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และการยกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ภาคเอกชนขอรัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายเดิม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ทำงานร่วมกับ สรท.ต่อเนื่องและวางกรอบนโยบายด้านอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการส่งออกไว้ค่อนข้างครบถ้วนในทุกมิติแล้ว 

รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยไม่ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเพราะการเข้าไป “แตะ” นโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ อาจทำให้เกิดความสะดุดและทำให้แผนงานที่กำลังเดินหน้าไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย หากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนแนวทางฉับพลันอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี จึงควรทบทวนรอบคอบหากนโยบายเดิมเหมาะสมก็ควรดำเนินการต่อพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาว่า รวมทั้งไม่อยากให้ใช้นโยบาย “ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ” มาเป็นนโยบายในการหาเสียง เพราะจะซ้ำเติมผู้ประกอบการไทยทำให้ต้นทุนการประกอบกิจการสูงขึ้น