ศาลฎีกาสหรัฐ (Supreme Court) จะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 14 ม.ค.2569 ซึ่งจะมีผลกับทุกประเทศที่ถูกสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คำพิพากษาดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจโลก และไทย โดยไม่ว่าผลออกมาทิศทางใดได้เตรียมความพร้อมแล้ว ดังนี้
1.กรณีศาลฎีกาสหรัฐตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์เดินหน้านโยบายภาษีต่อได้ สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงเหมือนเดิมเพราะภาคเอกชน และภาครัฐได้ปรับตัว และเตรียมแผนรองรับผลกระทบไว้แล้ว
2.กรณีศาลฎีกาสหรัฐตัดสินออกมาเป็นคุณต่อการค้าโลกด้วยการสั่งไม่ให้จัดเก็บภาษีดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที
“หากโชคดี ศาลบอกทำไม่ได้ จะเป็นปัจจัยบวก ส่วนจะบวกมากหรือน้อยต้องติดตามต่อไป” นายลวรณ กล่าว
สำหรับภาษีตอบโต้ของสหรัฐสร้างแรงกระเพื่อมต่อการค้าโลกมาก โดยประกาศเก็บภาษีขั้นต่ำ 10% จากทุกประเทศ และสูงสุด 50% ในบางประเทศ ซึ่งไทยถูกเรียกเก็บอัตรา 19% จากเดิมเคยถูกเพ่งเล็งที่ 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2568
ทั้งนี้ เมื่อเทียบประเทศกลุ่มอาเซียนพบอัตราภาษีแตกต่างกัน ได้แก่ สิงคโปร์อยู่ที่ 10% อัตราต่ำที่สุดในภูมิภาค ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา 19% ส่วนเวียดนาม 20% บรูไน 25% ขณะที่ สปป.ลาว และเมียนมา 40% ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในภูมิภาค
ศาลสูงสหรัฐหาทางออกคำพิพากษา
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ทั่วโลกติดตามว่าศาลฎีกาสหรัฐจะมีคำตัดสินยืนตามคำตัดสินศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัยแม้ข้อมูล และเหตุผลคดีสอดคล้องคำตัดสินเดิม
ทั้งนี้การที่ศาลฎีกาเลื่อนการตัดสินเพื่อพิจารณารายละเอียดเพิ่มได้สร้างความกังวลให้ตลาดโลก โดยการเลื่อนคำตัดสินสะท้อนว่า ศาลฎีกาอาจกำลังหาทางออกเชิงนโยบายที่เหมาะสมต่อประเด็นการนำเข้าสินค้าปริมาณมากของสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นกฎหมาย แต่เชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ และการค้ารวมของสหรัฐ
รวมทั้งต้องจับตาว่าศาลยืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ หรือจะมีแนวทางใหม่ให้ฝ่ายบริหารสหรัฐนำไปจัดการปัญหา ซึ่งไม่ว่าคำตัดสินออกมารูปแบบใด ฝ่ายบริหารสหรัฐยังมีอำนาจ และบทบาทในการกำหนดทิศทางมาตรการทางการค้า และเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการอื่นหรือคงมาตรการเดิมไว้เพื่อควบคุมการนำเข้า
ส่งออกปี 69 ชะลอตัว “บวก2.4%”
นายธนากร กล่าวว่า การส่งออกไทยปี 2569 มีทิศทางชะลอตัว โดย สรท.คาดว่าบวก 2-4% จากเดิมคาดเติบโต 0-2% แม้มีอุปสรรคภายใน และภายนอก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีสหรัฐ
รวมถึงมูลค่าการส่งออกปี 2568 ขยายตัวอัตราสูง ซึ่งบางอุตสาหกรรมมีมุมเป็นบวกแม้จะมีอุปสรรคทั้งภายใน และภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และมูลค่าการส่งออกปี 2568 ขยายตัวสูง ซึ่งบางอุตสาหกรรมยังมีมุมเป็นบวก
ลงทุน FDI อาจไม่เชื่อมโยงซัพพลายเชน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังในปี 2569 ได้แก่ ปัจจัยภายในประเทศ อาทิ ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองที่อาจกระทบเศรษฐกิจ ต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงขั้นต่ำ และสวัสดิการแรงงาน ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ส่งออก
รวมถึงทิศทางต้นทุนพลังงาน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อาจไม่เชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในประเทศ ปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง และคลังสินค้าสุวรรณภูมิ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก
ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ
รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และ ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลง และการต่อรองราคาของผู้ซื้อ
ชงรัฐบาลดูแลเสถียรภาพบาทไทย
นายธนากร กล่าวว่า สรท.ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่ การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และเร่งเจรจาเกณฑ์ RVC กับสหรัฐ รวมถึงการขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) การรุกตลาดใหม่อย่างเชิงรุก การเข้มงวดกำกับดูแลสินค้านำเข้า
รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และการยกระดับระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนขอรัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายเดิม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ทำงานร่วมกับ สรท.ต่อเนื่องและวางกรอบนโยบายด้านอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการส่งออกไว้ค่อนข้างครบถ้วนในทุกมิติแล้ว
รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยไม่ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนเพราะการเข้าไป “แตะ” นโยบายที่กำลังดำเนินอยู่ อาจทำให้เกิดความสะดุด และทำให้แผนงานที่กำลังเดินหน้าไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย หากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนแนวทางฉับพลันอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี จึงควรทบทวนรอบคอบหากนโยบายเดิมเหมาะสมก็ควรดำเนินการต่อพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาว่า รวมทั้งไม่อยากให้ใช้นโยบาย “ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ” มาเป็นนโยบายในการหาเสียง เพราะจะซ้ำเติมผู้ประกอบการไทยทำให้ต้นทุนการประกอบกิจการสูงขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





