‘ศิริกัญญา’ มอง พื้นที่การคลังไทยแย่ที่สุดในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการการพยุง

“กรุงเทพธุรกิจ” ชวนคุยกับ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตลำดับที่ 2 ในรายการกรุงเทพธุรกิจ Deep talk Special เกี่ยวกับมุมมองต่อปัญหาเศรษฐกิจไทยและนโยบายเศรษฐกิจของพรรคฯ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
KEY
POINTS
- ศิริกัญญา ชี้ว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยมีจำกัดอย่างมาก ซึ่งสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการแรงกระตุ้น
- สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี
- เธอยกตัวอย่างว่า งบประมาณที่รัฐบาลสามารถใช้ได้จริงมีจำนวนน้อยมากเมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำและผลจากรายได้ที่พลาดเป้า
- ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการใช้นโยบายการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจลดน้อยลง
“กรุงเทพธุรกิจ” ชวนคุยกับ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตลำดับที่ 2 ในรายการกรุงเทพธุรกิจ Deep talk Special เกี่ยวกับมุมมองต่อปัญหาเศรษฐกิจไทยและนโยบายเศรษฐกิจของพรรคฯ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เธอกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนคนป่วย เริ่มอายุเยอะแล้ว ประชากรก็อายุเยอะ โรคภัยตามมา จับตรงไหนก็เจ็บ แถมมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงครามการค้า ความปั่นป่วนภายนอก ความขัดแย้งบริเวณชายแดน
โจทย์สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ ระยะสั้นต้องมีการพยุงดีมานด์ ดังนั้นปกติพรรคประชาชนจึงเริ่มกลับมาพูดเรื่องระยะสั้นบ้าง แม้แต่ก่อนไม่ค่อยได้พูดถึง แต่การกระตุ้นระยะสั้นก็เหมือนการให้ยาแก้ปวด ดังนั้นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจก็ยังต้องแก้ไข เพราะไม่งั้นละอองฝนมาก็ป่วยได้
สถานการณ์การคลังไทย พื้นที่นโยบายที่จำกัดท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ
เธอกล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้าน “พื้นที่ทางการคลัง” ค่อนข้างมาก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยต้องการแรงกระตุ้นอย่างพอดี
แม้ในอดีต รัฐบาลจะเคยขาดดุลทางการคลังสูงกว่า 3% ของจีดีพี แต่ในช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ชะลอตัวรุนแรงเท่าปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีการประเมินจากบางสถาบันวิเคราะห์ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจชะลอลงมากที่สุดในรอบ 30 ปี จึงยิ่งเป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายการคลัง
น.ส.ศิริกัญญายกตัวอย่างว่า ในปีงบประมาณ 2570 งบประมาณรวมมีขนาดประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายประจำออกไป รวมถึงผลจากการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้ามาแล้ว 2-3 ครั้ง ทำให้รัฐบาลเหลืองบที่สามารถใช้ได้จริงเพียงราว 7 แสนล้านบาทเท่านั้น
อุดรูรั่วการคลัง ลดคอร์รัปชัน เพิ่มรายได้รัฐ
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้ารัฐ น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการอุด “รูรั่ว” จากการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ผ่านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์รูปแบบหรือแพตเทิร์นของการประมูลและการเสนอราคา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสามารถดึงรายได้กลับเข้ารัฐได้มากกว่าแสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกัน การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 1% จะสร้างรายได้ให้รัฐเพียงราว 8 หมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น
เศรษฐกิจนอกระบบ ต้องแยกแยะและแก้ให้ตรงจุด
ในประเด็นเศรษฐกิจนอกระบบ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีหลายลักษณะ ตั้งแต่นอกระบบแบบ “ขาวสะอาด” ไปจนถึงแบบ “ดำและเทา” ซึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกัน
สำหรับภาคธุรกิจนอกระบบ พรรคประชาชนมีนโยบาย “หวยภาษี” เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบ โดยประชาชนสามารถนำใบเสร็จจากร้านค้านอกระบบมารวมกันให้ครบ 500 บาท เพื่อนำไปแลกเป็นสลากเลขท้ายสามตัว
ขณะเดียวกัน พรรคยังมีแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยจะขยายเกณฑ์รายได้ที่ต้องจด VAT จากเดิม 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อลดความกังวลของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องการจด VAT เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นบาทต่อปี
นอกจากนี้ ธุรกิจที่จด VAT จะสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการทำบัญชีรายปี หรือค่าใช้จ่ายเพื่ออัปสกิลพนักงาน มาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย
นโยบายพลังงาน เปิดเสรีตลาด สู่สมาร์ทกริด
หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคประชาชนภูมิใจนำเสนอ คือ นโยบายด้านพลังงาน โดยน.ส.ศิริกัญญาระบุว่า พรรคจะผลักดันการเปิดเสรีตลาดซื้อขายไฟฟ้า ทั้งในด้านกฎระเบียบและกฎหมาย รวมถึงการฟื้นฟูระบบการลงทุนด้านไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2566 และแล้วเสร็จในปี 2568
หัวใจสำคัญคือการพัฒนา “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” หรือสมาร์ทกริด ซึ่งเป็นการยกระดับระบบไฟฟ้าของประเทศให้สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และควบคุมตัวเองได้แบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพ ความโปร่งใส และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สมาร์ทกริดยังรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวจากครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งระบบไฟฟ้าแบบเดิมที่ส่งไฟฟ้าเพียงทางเดียวจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไม่สามารถรองรับได้เพียงพออีกต่อไป และเริ่มกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศ
เศรษฐกิจดิจิทัล รัฐต้องเป็นแพลตฟอร์มกลาง
สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคประชาชนต้องการให้รัฐทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐมีแอปพลิเคชันของตัวเองเป็นพันแอปฯ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดการเชื่อมโยง
ขณะเดียวกัน พรรคยังต้องการผลักดัน Platform Economy หรือระบบการค้าออนไลน์ของไทย ปัจจุบันแม้จะมีการซื้อขายออนไลน์จำนวนมาก แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับไหลออกไปต่างประเทศ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักในไทยยังเป็นของต่างชาติเพียงไม่กี่เจ้า ทำให้สามารถกำหนดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ได้เอง
แนวคิดสำคัญคือ OCN (Open Commerce Network) หรือเครือข่ายการค้าไทยแบบเปิด ซึ่งถอดบทเรียนจากความสำเร็จของอินเดีย โดยจะช่วยลดค่าธรรมเนียมคนกลางลงมากกว่า 50% เปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยเข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ พร้อมมุ่งเน้นการสนับสนุนสินค้า SME, OTOP, สินค้าเกษตร และสินค้าที่ผลิตในประเทศ
AI ไทยในฐานะผู้ใช้ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพและเข้าถึงกฎหมาย
ในประเด็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในจุดที่จะพัฒนาโมเดลภาษาของตัวเองเพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องยอมรับบทบาทในฐานะ “ผู้ใช้งาน” เป็นหลัก โดยควรมุ่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิตและภาคการเกษตร
สำหรับภาครัฐ พรรคประชาชนต้องการพัฒนาโมเดลภาษาขึ้นมาเพื่อช่วยประชาชนอ่านและวิเคราะห์กฎหมาย ซึ่งมักใช้ภาษาทางเทคนิคที่เข้าใจยาก เช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ที่มีคำเฉพาะอย่าง “ระยะร่น” หรือ “ระยะถอย” การใช้ AI ที่พัฒนาโดยรัฐจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้ง่ายขึ้น
ภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยต้องกระจายความเสี่ยงและยืนตำแหน่งเชิงรุก
น.ส.ศิริกัญญากล่าวถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า ปัจจุบันความขัดแย้งหลายพื้นที่มีแกนหลักอยู่ที่การแข่งขันด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ประเทศต่าง ๆ ต่างต้องการขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดังกล่าว
สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้อง “หลบกระสุน” และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดที่หลากหลายมากขึ้น โดยยึดหลัก Strategic Position คือการฉวยโอกาสจากความผันผวนของโลกอย่างเชิงรุก ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากฎหมายหลายฉบับของไทยยังอ่อนแอ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ รัฐควรมีมาตรการ Safeguard เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการเป็นลำดับแรก ก่อนจะปรับนโยบายเชิงแข่งขันเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและภาคธุรกิจมีความพร้อมมากขึ้น







