วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

สรท. คาดส่งออกปี 2569 โต 2–4% แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน จับตาศาลตัดสินคดีภาษีทรัมป์

สรท. คาดส่งออกปี 2569 โต 2–4% แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน จับตาศาลตัดสินคดีภาษีทรัมป์

สรท.ประเมินการส่งออกไทยปี 2569 ยังขยายตัวได้ 2–4% แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ เศรษฐกิจโลกชะลอ ค่าเงินบาทแข็ง และต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น พร้อมเสนอรัฐเร่งดูแลค่าเงิน เดินหน้าเจรจา FTA–Local Content  จับตาศาลสหรัฐชี้ชะตาภาษีทรัมป์ 

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า  สรท.ประเมินการส่งออกปี 2569  จะขยายตัว 2-4 % แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายใน และภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมที่ยังมีมุมเป็นบวกอยู่

ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 คือ ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ  ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำ และเงื่อนไขด้านสวัสดิการแรงงาน รายได้เงินบาทที่หายไปจากค่าเงินบาทแข็งค่า และทิศทางต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชน และมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ และ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ ในการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และจำเป็นต้องมีการชดเชยที่เหมาะสม

สรท. คาดส่งออกปี 2569 โต 2–4% แม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน จับตาศาลตัดสินคดีภาษีทรัมป์

ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่  ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย โดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลัก เข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะกำไรที่ลดลง และการต่อรองราคาของผู้ซื้อ

ทั้งนี้ สรท. มีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาล และภาครัฐ เร่งดำเนินการ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้ Local content / Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการทบทวนกระบวนการ และซัพพลายเชนในการผลิต

เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก ให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ใหม่ เน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล  สนับสนุนวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในปี 2026 ให้เข้มข้น

 

 พร้อมเพิ่มความเข้มงวด และกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติ และการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องสินค้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานไทย และการส่งผ่านไปประเทศที่สาม Green Economy & Sustainable และส่งเสริมการปรับตัวให้พร้อมรับกติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่กรอบความยั่งยืนมากขึ้น อาทิ มาตรการ CBAM แนวคิด ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดข้อจำกัดด้านการค้า และการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ กำหนดและส่งเสริมทิศทางพลังงานสะอาด สำหรับภาคการขนส่งสินค้าของไทยให้ชัดเจน และสอดคล้องกับระเบียบโลกและคู่ค้าสำคัญปรับปรุง และยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่ง และโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ

นายธนากร กล่าวว่า สำหรับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในคดีว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 14 ม.ค.69 นี้ ยังต้องจับตาว่าศาลจะยืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ หรือจะมีแนวทางใหม่ให้ฝ่ายบริหารสหรัฐนำไปจัดการปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ฝ่ายบริหารของสหรัฐยังมีอำนาจ และบทบาทในการกำหนดทิศทางมาตรการทางการค้า และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรการอื่น หรือคงมาตรการเดิมไว้เพื่อควบคุมการนำเข้า

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์