‘กรณ์’ กางแผน ‘ประชาธิปัตย์’ ดัน GDP โต 5% ชูอุตฯ อาหาร – ลงทุนสีเขียว – สางทุจริตภาครัฐ

‘กรณ์’ กางแผน ‘ประชาธิปัตย์’ ดัน GDP โต 5%  ชูอุตฯ อาหาร – ลงทุนสีเขียว – สางทุจริตภาครัฐ

“กรณ์” ฉายภาพนโยบายประชาธิปัตย์ดัน GDP ไทย 5% ใน 4 ปี วางแผนการเติบโตแบบขั้นบันไดจาก 2% ในปีแรก ไปสู่ 5% ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพ และการเติบโต เช่น อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียม อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มองโอกาสเติบโตปีละ 20% ดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียวสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนครบวงจร – พันธบัตรป่าไม้สร้างรายได้ชุมชน

KEY

POINTS

  • “กรณ์” ฉายภาพนโยบายประชาธิปัตย์ดัน GDP ไทย 5% ใน 4 ปี วางแผนการเติบโตแบบขั้นบันไดจาก 2%ในปีแรก ไปสู่ 5%
  • ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพ และการเติบโต เช่น อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียม อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มองโอกาสเติบโตปี ละ 20%
  • เร่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียวสนับสนุนการลงทุนเพื่อลดคาร์บอนครบวงจร – พันธบัตรป่าไม้สร้างรายได้ชุมชน รื้ออัตราภาษีใหม่
  • ปรับสูตรลดหย่อน คนเงินเดือน 4 หมื่นไม่ต้องเสียภาษี ควบคู่กับการปราบทุนเทา และแก้ปัญหาการทุจริตที่ทำให้ไทยสูญเสียปีละ 3 แสนล้านบาท

การเลือกตั้งของประเทศไทย ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 นี้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้มีความสำคัญแค่เพียงในด้านการเมือง แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องอาศัยนโยบาย และการขับเคลื่อนจากภาคการเมืองเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มการโตต่ำของเศรษฐกิจไปให้ได้

“กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์ "กรณ์ จาติกวณิช" อดีต รมว.คลัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับแนวทาง และนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ในระดับ 5% ต่อปีอีกครั้ง

“กรณ์” กล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศไทย ในตอนนี้คือ เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่ดี รายได้ของประชาชนไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความจนในหลายมิติทั้ง “จนเงิน จนปัญญา จนใจ และจนตรอก” ซึ่งปัญหาเหล่านี้ให้พรรคต้องมุ่งที่จะแก้เรื่องของเศรษฐกิจปากท้องเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้โตตามศักยภาพของประเทศที่ควรเป็นคือ 5% ต่อปี โดยเป็นเป้าหมายที่เราวางไว้ภายใน 4 ปี

ขยับจีดีพีแบบขั้นบันได 

โดยเราวางแผนการเติบโตแบบขั้นบันได ปีนี้หากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องประคองให้จีดีพีขยายตัวอยู่แถวๆ 2% หากเราสร้างความเชื่อมั่น และการบริหารเศรษฐกิจมหภาค (แมคโคร) ที่ชัดเจนได้ เราจะขยับเป็น 3% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 3-4% ในปี 2571 จนถึงเป้าหมาย 5% เมื่อทุกอย่างลงตัว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ภาครัฐให้เป็นผู้เปิดทาง (Enabler) แทนที่จะเป็นผู้ขวางทางในการทำงานของภาคเอกชน โดยเฉพาะของภาคธุรกิจ และการลงทุน รวมทั้งต้องเร่งที่จะนำเทคโนโลยีมาปฏิรูประบบราชการเพื่อลดต้นทุน และสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น

ทั้งนี้การปรับเปลี่ยน Mindset ในระบบราชการยังเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้สูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์และเป็นความสูญเสียในระบบเศรษฐกิจปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท เงินส่วนนี้ยังไม่รวมเงินที่ประชาชนถูกสแกมเมอร์หลอกลวงเหมือนกับการปล้นไปอีกเกือบแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศหมด รวมความเสียหายแล้วถ้าเทียบว่าเท่ากับ 1% ของ GDP เท่ากับ 2 แสนล้านบาท ตรงนี้ถือว่าสูญเสียมาก

‘กรณ์’ กางแผน ‘ประชาธิปัตย์’ ดัน GDP โต 5%  ชูอุตฯ อาหาร – ลงทุนสีเขียว – สางทุจริตภาครัฐ

“มูลค่าความเสียหายจากการทุจริต และสแกมเมอร์เงินพวกนี้มันออกไปนอกประเทศหมด มันไปซื้อเครื่องบิน ซื้อเรือยอช์ต มันไม่ได้อยู่ในประเทศ คิดดูว่า 200,000 - 300,000 ล้าน นี่คือ 1% GDP การปราบปรามต้องเอาจริง บังคับใช้กฎหมาย เช่น กฎหมายของ ปปง.ถือเป็นยาที่แรงพอแล้ว เพราะสามารถอายัดทรัพย์สินได้ทันทีเพียงแค่มีเหตุอันควรสงสัย โดยการใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เข้มงวด ไม่ต้องไปประหารชีวิตใครหรอก ส่วนเรื่องการเจอตอ เมื่อมีการตรวจสอบนั้นมีอยู่แล้วเพราะเงินทุจริตเหล่านี้ไปซื้อความคุ้มครองจากผู้มีอำนาจทางการเมือง ดังนั้นเราต้องมี Political Will หรือเจตจำนงที่แน่วแน่ ไม่ยอมก้มหัวให้การขู่หรือการเสนอผลประโยชน์จากเครือข่ายเหล่านี้ หากเราปราบทุนเทาได้ ทุนดีๆ จะกล้าเข้ามาลงทุน และศรัทธาของประชาชนจะกลับคืนมา" กรณ์ กล่าว

อุตสาหกรรมอาหารเครื่องยนต์สำคัญเศรษฐกิจ 

สำหรับประเด็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะผลักดันให้ GDP ประเทศ โตได้ถึง 5% กรณ์ระบุว่า ประเทศไทยต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูงโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ปัจจุบันมีขนาด 3 ล้านล้านบาท ให้สามารถเติบโตเป็น 5 ล้านล้านบาท ได้ในระยะเวลาไม่นานนัก โดยอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียม โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่การส่งออกโตถึงปีละ 20% เนื่องจากประเทศไทยเราเก่งมากในเรื่องนี้ ผู้ประกอบการของเราคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำคือ ภาคเกษตรไปจนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้รัฐบาลต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) หรือการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพราะการลงทุนมหาศาลจะเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอน และการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศที่ยั่งยืน

หนุนเสรีไฟฟ้า-สายส่งอาเซียน 

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียวคือ การส่งเสริมให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยผลิตไฟฟ้าโดยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าในรูปแบบ LNG ที่มีราคาสูง และผันผวนตามสถานการณ์โลก ดังนั้นนโยบายที่เสนอคือ การลดสัดส่วนการใช้ก๊าซลงเหลือ 20% และทดแทนด้วยพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยสามารถทำควบคู่กันไประหว่างการซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ และพลังงานหมุนเวียนจากประเทศ สปป.ลาว ที่มีศักยภาพมาก

โดยไทยสามารถซื้อไฟสะอาดจาก สปป.ลาวเพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้ในประเทศ รวมทั้งขายให้กับสิงคโปร์ตามความร่วมมือ ASEAN Grid ควบคู่ไปกับการขยายสัญญาโรงไฟฟ้าบางโรงที่กำลังจะปลดระวางให้เดินเครื่องต่อเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน การเปิดเสรีซื้อ-ขายไฟฟ้า (direct PPA) รวมทั้งการเปิดเช่าสายส่งไฟฟ้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลได้ประมาณ 6 พันล้านบาทต่อปี โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนเพิ่มโดยทั้งหมดจะทำให้ระบบไฟฟ้าของประเทศเกิดความสมดุลลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น และทำให้สามารถลดค่าไฟลงมาเหลือ 3.5 บาทต่อหน่วยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน

ชูพันธบัตรป่าไม้ สร้างรายได้เกษตร-ชุมชน 

สำหรับแนวคิดเรื่องพันธบัตรป่าไม้ที่เป็นหนึ่งในนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ผลักดัน ถือเป็นนโยบายที่จะออกพันธบัตรหมุนเวียนวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนเกษตรกรจากผู้ปลูกพืชไร่ที่ผลตอบแทนต่ำ และพืชเชิงเดี่ยวที่สร้างฝุ่น PM 2.5 มาเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่มีหน้าที่ดูแลป่าไม้โดยรัฐจะจ้างเกษตรกรดูแลป่าเศรษฐกิจระหว่างรอไม้มีค่าเติบโต ซึ่งมีรอบหมุนเวียน 10 ปี เมื่อไม้โตก็ตัดขายได้กำไร และยังสามารถประเมินมูลค่าเพื่อขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย

ปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

เมื่อถามถึงแนวความคิดเรื่องการรื้อโครงสร้างภาษีที่พรรคมีแนวคิดจะเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับคนชั้นกลาง อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า พรรคมีแนวคิดจะขยับเกณฑ์การยกเว้นภาษีจาก 150,000 บาทแรก ขึ้นไปให้ใกล้เคียง 300,000 บาท ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเงินเดือน 40,000 บาทแรกจะไม่ต้องเสียภาษี โดยมาตรการนี้ช่วยให้คนทำงานที่รายได้ไม่ถึง 300,000 บาทต่อปี มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นประมาณ 7,500 บาทต่อปี แม้รายได้รัฐจะหายไป 30,000 ล้านบาท แต่เราสามารถหาทดแทนได้จากการขยายฐานภาษีนิติบุคคล และการดึงผู้ที่ควรเสียภาษีเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง ก็จะได้เงินส่วนนี้เข้ามาเป็นรายได้รัฐเพิ่มเติมในอนาคต

สำหรับนโยบายการพักหนี้ และการแก้ปัญหาหนี้สินของพรรคประชาธิปัตย์ กรณ์กล่าวว่า เรื่องการพักหนี้ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพักหนี้แบบเดิม ซึ่งไม่ใช่การพักหนี้แบบเปล่าประโยชน์ โดยการพักหนี้จะต้องมีระบบรองรับ ไม่ใช่เพียงแค่พักหนี้ไว้เฉยๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังของเกษตรกรควรใช้หนี้กลไก กองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกรเป็นเครื่องมือหลักในการแก้หนี้เกษตรกรโดยใช้กลไกของรัฐเข้าไปซื้อหนี้จากสถาบันการเงินพร้อมกับหลักประกัน

โดยเมื่อหนี้มาอยู่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แล้วจะมีการหยุดดอกเบี้ย แต่ลูกหนี้ยังคงต้องทยอยชำระเงินต้น เพื่อให้สามารถปลดล็อกที่ดินที่เป็นหลักประกันคืนไปได้เร็วขึ้น

ชี้พักหนี้เกษตรแก้หนี้ไม่ได้ถาวร 

“รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อฟื้นฟูเพื่อการสร้างอาชีพควบคู่ไปกับการพักหนี้ เพื่อเป็นทุนให้เกษตรกรนำไปเพิ่มทักษะหรือลงทุนทำกินใหม่ หากพักหนี้โดยไม่มีงบให้ทำงาน เกษตรกรก็จะไม่สามารถฟื้นตัวได้จริง”

กรณ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนแบบใหม่ที่ต้องจับตาคือ การซื้อแบบซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later) หรือ BNPL ซึ่งอยู่ในแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มคนอายุน้อย และรายได้น้อยได้ง่าย จนอาจกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่มองไม่เห็นในระบบทำให้แก้ไขได้ยาก

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์