ถอดรหัส SCG ตัดอวัยวะรักษาชีวิตยกเลิกธุรกิจ NocNoc-SCG Express

ถอดรหัส SCG ตัดอวัยวะรักษาชีวิตยกเลิกธุรกิจ NocNoc-SCG Express

ถอดรหัส SCG ตัดอวัยวะรักษาชีวิต ยกเลิกธุรกิจ “NocNoc-SCG Express” ปิดฉากธุรกิจแข่งเดือดขาดทุนยาว ภายใต้แผน “ธรรมศักดิ์” ตัดกิจการไม่ทำกำไร ในสมรภูมิที่ไม่ได้สู้ด้วย “นวัตกรรม” แต่สู้ด้วย “เงินทุน”

KEY

POINTS

  • SCG ตัดสินใจยุติการดำเนินงานของ 2 ธุรกิจในเครือคือ NocNoc และ SCG Express ซึ่งขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เพื่อลดภาระ และหันไปทุ่มเททรัพยากรให้กับธุรกิจหลักที่มีความยั่งยืนกว่า ตามกลยุทธ์ "ตัดอวัยวะรักษาชีวิต"
  • สาเหตุหลักของการปิดตัวมาจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคากับแพลตฟอร์มต่างชาติขนาดใหญ่ ทำให้ทั้ง 2 บริษัทมีต้นทุนการดำเนินงานสูงแต่มีกำไรต่ำ
  • NocNoc ขาดทุนสะสมกว่า 4,390 ล้านบาทตลอด 5 ปี เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจ Home & Living มีความถี่ในการซื้อซ้ำต่ำ ทำให้ต้นทุนการหาลูกค้าสูง และไม่สามารถสร้างรายได้ให้ทันกับค่าใช้จ่ายได้
  • การยกเลิกกิจการที่ไม่ทำกำไรเป็นส่วนหนึ่งใน 4 แนวทางหลักของ SCG เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนโดยรวม ขายสินทรัพย์ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัทแม่

ในยุคที่อุตสาหกรรมขนส่งไทยเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด และเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ธุรกิจขนส่งหลายแห่งต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เข้ามาเร่งให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว แม้แต่บริษัทใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศอย่าง SCG ยังต้องตัดสินใจยุติกิจการของ 2 บริษัทลูกในเครือ

ทั้งนี้ เพื่อโฟกัสทรัพยากรไปสู่ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ธุรกิจขนส่งภายใต้การนำของ "ธรรมศักดิ์" ในฐานะ CEO ได้กำหนดทิศทางใหม่ด้วยการมุ่งเน้น การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Collaborative Business) ในการเชื่อมต่อขีดความสามารถของแต่ละฝ่าย และสร้างคุณค่าร่วมกัน เพื่อรับมือกับการแข่งขัน และเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะตลาดที่ท้าทายที่สุด

ล่าสุด NocNoc แพลตฟอร์มจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และวัสดุก่อสร้างสัญชาติไทย ประกาศยุติการให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2569 หลังขาดทุนต่อเนื่องตลอด 5 ปี รวมมูลค่าขาดทุนสะสมประมาณ 4,390 ล้านบาท โดยในปีล่าสุดเพียงปีเดียวขาดทุนกว่า 1,800 ล้านบาท ปิดฉากเส้นทางธุรกิจยาวนาน 7 ปี ท่ามกลางการแข่งขันอีคอมเมิร์ซที่รุนแรง

ในแถลงการณ์ NocNoc ระบุว่า แม้บริษัทจะพยายามพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการอยู่อาศัยที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ร้านค้า และพันธมิตร แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมากในตลาดอีคอมเมิร์ซ ทำให้ต้องตัดสินใจยุติการให้บริการ หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว โดย NocNoc จะปิดรับคำสั่งซื้อสุดท้ายในวันที่ 9 ก.พ.2569 และจะยุติการให้บริการแอปพลิเคชันอย่างสมบูรณ์ภายในเดือนพ.ค.2569

จากสตาร์ตอัป PropTech สู่แพลตฟอร์มทุนใหญ่หนุน

NocNoc เปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 ในฐานะสตาร์ตอัปด้าน Home & Living หรือ Property Tech ที่วางตำแหน่งเป็น “Marketplace เพื่อการอยู่อาศัย” เชื่อมต่อผู้บริโภคกับร้านค้า วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และบริการด้านบ้านครบวงจรไว้ที่เดียว ทำให้แพลตฟอร์มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก โดยอาศัยกระแสอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ผ่านออนไลน์มากขึ้น

ในช่วงปี 2563-2564 กลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เข้าลงทุน และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน NocNoc ผ่านกลุ่มธุรกิจที่ดูแลด้าน Digital & Smart Living เพื่อใช้ NocNoc เป็นแพลตฟอร์มหลักในการต่อยอดระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยของ SCG

NocNoc ถูกนำไปเชื่อมกับวิสัยทัศน์ใหม่ของ SCG ในการสร้างแพลตฟอร์มด้านการใช้ชีวิต ภายใต้แนวคิด “Better Living” ที่มุ่งขยายจากการขายสินค้าไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มโซลูชันการอยู่อาศัยครบวงจร ทั้งสินค้า วัสดุก่อสร้าง บริการช่าง งานรีโนเวต และ Home Solution ในระยะยาว

ปี 2566 บริษัท มัส บี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ และ กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมทุนกับ SCG ถือหุ้นฝ่ายละ 50% รวมมูลค่ากว่า 3,900 ล้านบาท เพื่อผลักดัน NocNoc ที่ก่อตั้งภายใต้ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด (BetterBe) ในการก้าวสู่ธุรกิจ Home & Living Destination Platform พร้อมกับเป้าหมายขยายตลาดสู่อาเซียน

ในปี 2567 NocNoc มีสินค้า และบริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 900,000 รายการ จาก 6,000 ร้านค้าทุกภาคทั่วไทย ทั้งจากผู้ประกอบการรายเล็ก รายใหญ่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบทบาทจากมาร์เก็ตเพลส ไปสู่ Solution Platform ครบวงจร ตามมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี บุคลากร และเวลาในการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อให้เข้าใจโมเดลธุรกิจ ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยกลับเข้าสู่ช่วงแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งจากแพลตฟอร์มข้ามชาติ สงครามราคา และต้นทุนโลจิสติกส์ นำไปสู่การประกาศยุติบริการ

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ “BetterBe” ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนประกอบธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัล NocNoc โดย SCC ถือหุ้นทางอ้อม 50% ในฐานะกิจการร่วมค้า BetterBe แจ้งเลิกประกอบธุรกิจ NocNoc ต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในวันที่ 9 ม.ค.2569 โดยหยุดการรับคำสั่งซื้อในวันที่ 9 ก.พ.2569 เวลา 00:00

การเลิกประกอบธุรกิจ NocNoc เป็นการตัดสินใจร่วมกันของผู้ถือหุ้น BetterBe จะส่งผลให้ SCC รับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 1,800 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยในปี 2567 ผลประกอบการของ BetterBe ส่งผลขาดทุนต่องบการเงินรวมของ SCC ประมาณ 650 ล้านบาท

สำหรับข้อมูลรายได้ย้อนหลัง 5 ปี ของ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด (BetterBe) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  •  ปี 2567 รายได้ 322,067,965 บาท ขาดทุน 1,123,053,011 บาท
  •  ปี 2566 รายได้ 411,997,710 บาท ขาดทุน 1,246,676,698 บาท
  • ปี 2565 รายได้ 165,260,001 บาท ขาดทุน 891,393,875 บาท
  • ปี 2564 รายได้ 200,272,556 บาท ขาดทุน 670,124,191 บาท
  • ปี 2563 รายได้ 82,538,140 บาท ขาดทุน 459,118,188 บาท

การปิดตัวของ NocNoc นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของแพลตฟอร์มไทยที่ไม่สามารถไปถึงจุดคุ้มทุน แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง SCG โดยเฉพาะธุรกิจมีโครงสร้างต้นทุนสูง แต่มาร์จินต่ำ เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสอื่นๆ

นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองแล้ว NocNoc ต้องเผชิญกับ ความเสี่ยงของสินค้ากลุ่ม Home & Living ที่ความถี่ในการซื้อซ้ำต่ำ (Low Purchase Frequency) ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อโซฟา เตียง หรือกระเบื้องทุกเดือน ทำให้ต้นทุนการดึงลูกค้าคืนทุนได้ช้า และไม่สามารถสร้างวงจรรายได้แบบต่อเนื่องเหมือนสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นผลให้แพลตฟอร์มต้องเผาเงินต่อเนื่อง แต่รายได้ไม่สามารถไล่ทันต้นทุนการตลาดได้ในระยะสั้นหรือกลาง

ท่ามกลางความท้าทายของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ถูกกดดันทั้งจากแพลตฟอร์มต่างชาติ การทำสงครามราคา และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นต่อเนื่อง NocNoc จึงกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของสตาร์ตอัป และแพลตฟอร์มไทย ที่แม้จะมีวิสัยทัศน์ใหญ่ แต่ไม่สามารถฝ่าด่านโครงสร้างตลาดได้ในระยะยาว

ก่อนหน้านี้ นายธรรมศักดิ์ ออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาถึงรับความท้าทาย และความผิดพลาดของการดำเนินธุรกิจ จากการที่ต้องยุติกิจการบริษัท เอสซีจี เอ็กซ์เพรส จำกัด (SCG Express) ถือเป็นอีกธุรกิจที่ได้ประกาศยกเลิกการดำเนินธุรกิจ

เมื่อย้อนกลับไปช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์ถือได้ว่าเป็นอีกดาวเด่นที่หลายบริษัทฯ ต่างลงทุนในธุรกิจขนส่ง และยิ่งทั่วโลกเกิดวิกฤติโควิด-19 ยิ่งทำให้มีสตาร์ตอัปมากมายเกิดขึ้นตามมา พร้อมหั่นโปรโมชั่นอย่างดุเดือด แม้แต่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขนส่งรัฐวิสาหกิจยังต้องยอมหั่นกำไรเพื่อออกโปรโมชั่นมาแข่งขัน

ทั้งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะผู้ให้บริการเอกชนเริ่มขาดทุนหนัก อาทิ Kerry Express จากผลการดำเนินงานขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ไตรมาสติด ไม่ต่างอะไรกับ Flash Express ที่ต้องปรับรูปแบบธุรกิจเช่นเดียวกัน

นายธรรมศักดิ์ เคยให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ด้วยเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนที่รุนแรง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง สินค้าจากจีนมาแข่งขันในประเทศมากขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทผันผวนอย่างหนัก นับเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจ และมีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้เอสซีจีระมัดระวัง และรัดกุมขึ้นผ่าน 4 แนวทาง คือ

1. ลดต้นทุนภาพรวมองค์กร 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2568

2. ลดเงินทุนหมุนเวียนลง 10,000 ล้านบาท ภายในไตรมาส 1 ปี 2568

3. ขายสินทรัพย์ เพิ่มความคล่องตัว และมุ่งเน้นรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ประกอบกับยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รักษา EBITDA ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ต่อเนื่อง อาทิ เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนโรงงานปูนซีเมนต์ในไทย 50% ภายในปีนี้ การใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติผลิตกระเบื้อง แม่นยำ รวดเร็ว ลดวัสดุเหลือใช้

4. ยกเลิกกิจการที่ไม่ทำกำไร เช่น SCG Express และธุรกิจด้านดิจิทัลเทคโนโลยี OITOLABS ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้มีกิจการที่อยู่ระหว่างการพิจารณายกเลิกอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพธุรกิจ” ตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เอสซีจีจะยกเลิกกิจการเพราะไม่ทำกำไร โดยบริษัท เอสซีจี เอ็กซ์เพรส จำกัด แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า จดทะเบียนวันที่ 22 ก.ย.2559 ทุนจดทะเบียน 1,463 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่ดำเนินการให้บริการขนส่งพัสดุด่วนทั้งแบบทั่วไป และพัสดุประเภทอาหารที่ต้องการ การควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์ขยายธุรกิจลูกค้าในตลาด E-Commerce รวมทั้งบริการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B (ธุรกิจถึงธุรกิจ) B2C (ธุรกิจถึงลูกค้าผู้บริโภค) และ C2C (ผู้บริโภคถึงผู้บริโภค)

ในขณะที่ผลดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่อง โดยปี 2566 ขาดทุน 184 ล้านบาท , ปี 2565 ขาดทุน 247 ล้านบาท , ปี 2564 ขาดทุน 212 ล้านบาท , ปี 2563 ขาดทุน 216 ล้านบาท และปี 2562 ขาดทุน 305 ล้านบาท โดย SCG Express ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ถึงการหยุดขนส่งพัสดุ B2C และการให้บริการตัวแทนจุดพัสดุมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2567

กรณีของ NocNoc และ SCG Express สะท้อนความจริงของธุรกิจแพลตฟอร์มไทยในสนามแข่งขันที่มีทุนใหญ่ต่างชาติ สงครามราคา และโครงสร้างธุรกิจมาร์จินต่ำ แต่ต้นทุนเทคโนโลยีสูง ทำให้แม้มีเงินทุน และวิสัยทัศน์ใหญ่ ก็ไม่สามารถไปถึงจุดคุ้มทุนได้

“ธุรกิจขนส่ง และอีคอมเมิร์ซไทยกำลังเข้าสู่ช่วงคัดตัวจริง ผู้ประกอบการที่ไม่ปรับโครงสร้าง และควบคุมต้นทุนมีแนวโน้มต้องถอนตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์