ประเทศชราภาพ | ก้าวไกลวิสัยทัศน์

อาจจะไม่ทราบกันมากนักว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมด สูงเป็นที่สองในอาเซียน รองมาจากสิงคโปร์ เรายังมีอัตราการเกิดต่ำในระดับท้าย ๆของโลก
คาดกันว่าอีกสามสิบกว่าปี ประชากรบ้านเราจะลดลงเหลือแค่ครึ่งเดียวจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเราเทียบกับสิงคโปร์ไม่ได้เลยในเรื่องความมั่งคั่ง และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในโลกอนาคต จนมีคำกล่าวเชิงลบว่า เราแก่ก่อนรวย
ผู้รู้หลายท่านได้กล่าวเตือนเรื่องนี้มาเป็นระยะ ๆ แต่ไม่พบว่ามีการตระหนักที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อรับมือความท้าทายนี้อย่างจริงจัง เดินดูป้ายหาเสียงตามถนนหนทาง ไม่พบนโยบายเรื่องนี้เลย ซึ่งอาจจะมาจากการที่ทุกอย่างรอบตัวในวันนี้ยังดูเป็นปกติอยู่
เรายังมีเงินทองดูแลคนเฒ่าคนแก่ของเราได้ เรายังมีคนหนุ่มสาวที่ทุ่มเททำงานสร้างรายได้ให้ประเทศอยู่ เรายังมีคนพอในการดูแลกิจการท่องเที่ยว เรายังหาแรงงานจากเพื่อนบ้านมาช่วยทำกิจการอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ เรายังไม่พบเรื่องเดือดร้อนใดๆจากการที่มีคนตายมากกว่าคนเกิด
เราต้องเร่งแข่งขันกับเพื่อนบ้านในอาเซียนในแทบทุกด้าน เมื่อรอบบ้านล้วนแต่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าเรามาก เราตั้งความหวังให้บ้านเราเป็นศูนย์กลางสารพัดเรื่องของอาเซียน โดยที่อีกเพียงสามสี่ปีข้างหน้า บ้านเราจะเป็น Super Aged Society หนึ่งในห้าคนของเราจะมีอายุมากกว่าหกสิบห้าปี
ในขณะที่ “เวียดนาม” ที่กำลังทุ่มเทปฏิรูปทั้งราชการ และอุตสาหกรรม ยังมีเวลาอีกนับสิบปีกว่าจะจุดนี้ “มาเลเซีย” ที่ก้าวหน้าไปกว่าเรามากทีเดียว ยังมีเวลาถึงปี 2573 กว่าที่จะเจอสภาพที่เรากำลังจะเจอในสามสี่ปีข้างหน้า “อินโดนีเซีย” มีประชากรมากกว่าเรามาก และอายุเฉลี่ยก็ต่ำกว่าเรามาก จึงไม่มีปัญหาเรื่องคนทำงาน
ประเทศอาเซียนอื่น ๆ ก็ยังมีคนหนุ่มสาวในสัดส่วนที่มากกว่าเรา เราชราเร็วกว่าอาเซียน และเร็วกว่าอีกหลายประเทศที่พัฒนาแล้วอีกด้วย
คำถามที่ต้องช่วยกันตอบคือ เราจะหาคนวัยทำงานในจำนวนที่เพียงพอกับที่เราตั้งใจจะเป็นสารพัดศูนย์กลางของอาเซียนได้อย่างไร ใครจะอยากมาลงทุนในบ้านเมืองที่หาแรงงานหนุ่มสาวได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ คำตอบตรงกับที่คนใหญ่คนโตหลายคนเคยป่าวประกาศว่าเราต้องก้าวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่
ทำงานน้อยลงแต่งานแต่ละงานได้เงินมากขึ้น งานแรงงานจะต้องกลายเป็นงานอัตโนมัติ ผู้เฒ่าผู้แก่ยังพอมาช่วยทำได้ เราต้องสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวเลี้ยงดูลูกโดยไม่ยากลำบากเกินไป ซึ่งแทบทั้งหมดยังไม่ปรากฏรูปธรรมที่ชัดเจน
เรามีเวลามากแค่ไหนในการเตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ ว่ากันว่าถ้าไม่ทำอะไรอย่างจริงจังในห้าถึงสิบปีข้างหน้า เราจะพบกับความยากลำบากนานาประการที่แทบไม่มีหนทางแก้ไข จะไม่มีเงินพอจะดูแลคนเฒ่าคนแก่ ไม่มีคนหนุ่มสาวเพียงพอที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ จะหวังพึ่งพาแรงงานเพื่อนบ้านก็จะไม่ง่ายเหมือนวันนี้
เมื่อสามสี่ทศวรรษก่อน ในวันที่เรารุ่งโรจน์ในการสร้างอุตสาหกรรมสารพัดขึ้นในประเทศจนกลายเป็นประเทศที่มีรายได้จากการส่งออกติดอันดับต้น ๆ ของโลก วันนั้นเรามีคนหนุ่มสาวที่มีทักษะการทำงานเป็นอย่างดีในจำนวนที่มากมาย แถมค่าแรงก็ไม่แพงเสียอีก เลยกลายเป็นแรงดึงดูดการลงทุนมหาศาลเข้าสู่ประเทศ แต่คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยกลายเป็นผู้สูงอายุไปแล้วในวันนี้ และอุตสาหกรรมจากวันนั้นในบางส่วนก็กลายเป็นขาลงไปแล้ว
เรามีความได้เปรียบที่พอจะเอาตัวรอดกันจากการเป็นประเทศชราภาพได้ ที่ตั้งภูมิศาสตร์ของประเทศยังใช้สร้างโอกาสได้นานาประการ ยังมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแรงไม่น้อยหน้าใคร ยังเป็นประเทศท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ที่ส่งต่อการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังรอบบ้านอีกด้วย ความได้เปรียบเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าเราจะไม่มีแรงงานหนุ่มสาวราคาถูกมากมายเหมือนแต่ก่อน
ถ้าเรามองกาลไกลเตรียมปรับตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ทำให้เป็นบ้านเมืองที่คนน้อยก็จริง แต่คนเก่งกว่าเดิมมากๆ เก่งเพราะมีมหาวิทยาลัย มีสถาบันอาชีวศึกษา มีโรงเรียนที่โดดเด่นระดับโลก เก่งเพราะพ่อแม่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังในการเลี้ยงดูลูกให้โตขึ้นมาเป็นคนเก่ง ปรับตัวให้บ้านเราเป็นวิมานการทำงานของคนเก่งจากทั่วโลก
วันนี้ไม่ว่าหนุ่มสาว หรือชราภาพ ต้องมาช่วยกันคิดเรื่องใหญ่ในอนาคต อย่ามัวแต่ด่ากันในเรื่องอดีตเลย







