‘ศุภจี’จัด2แนวทางรับมือศาลสหรัฐ หวั่นเพิ่มมาตรการตอบโต้สินค้าไทย

“ศุภจี” เตรียม 2 แนวทาง รับมือผลกระทบศาลฎีกาสหรัฐ พิพากษาคดีภาษีทรัมป์ 14 ม.ค.นี้ หากภาษีทรัมป์ขัดกฎหมายจะขอคืนภาษีห่วงสหรัฐเพิ่มมาตรการตอบโต้ ชี้ เจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐเดินหน้าต่อ แต่การลงนามต้องรอรัฐบาลใหม่ เร่งบูรณาการป้องกันสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า เผยใบรับรอง 12% ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้
การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐยังไม่ได้ข้อสรุป โดยหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 การเจรจายังคงเดินหน้าในระดับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่การพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 ได้เลื่อนการพิจารณาคดีภาษีตอบโต้ของสหรัฐชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเลื่อนการพิจารณาเป็นวันที่ 14 ม.ค.2569
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยได้ประเมินผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐไว้ 2 แนวทาง ประกอบด้วย
1.กรณีศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาให้มาตรการภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ขัดกฎหมายและดำเนินการได้ต่อ จะมีผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ให้ดำเนินการต่อเนื่องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ยังมีการเจรจาทางด้านเทคนิค
รวมทั้งได้ประสานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่ได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นในการเจรจาของไทย ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐมีความกังวลปัญหาการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการเจรจาภาษีสหรัฐ แต่เรื่องนี้ชัดเจนแล้วว่าแยกกัน
2.กรณีศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาให้มาตรการภาษีตอบโต้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขต ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มขึ้นอีก 19% สำหรับสินค้านำไทยจากไทยไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะทำให้ภาษีนำเข้าของสหรัฐกลับไปอยู่อัตราเดิม และไทยจะพิจารณาขอเรียกคืนภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มตั้งแต่เดือน ส.ค.2568
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินสหรัฐอาจใช้มาตรการอื่นทดแทนการเก็บภาษีตอบโต้ อาทิ มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีที่ถูกเก็บ โดยจะเรียกเก็บเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือรายการสินค้า
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินกรณีนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกรวม เพราะสินค้าส่วนใหญ่จะไม่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มจึงกระทบเฉพาะบางรายการ แต่อาจมีการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
รวมทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะประเมินว่าในกรณที่สหรัฐดำเนินการบางมาตรการไม่ได้ แต่ใช่ว่าสหรัฐจะไม่ดำเนินการหรือมีมาตรการอื่นใดออกมา
“ประเทศที่สรุปข้อตกลงการเจรจาภาษีตอบโต้ได้แล้ว เช่น มาเลเซีย กัมพูชา ในขณะที่อินโดเซียยังอยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับไทยที่จะได้ติดตามและศึกษาข้อมูลความชัดเจนการเจรจาและทำให้ไทยได้เตรียมตัว โดยประเมินว่าการสรุปข้อตกลงการเจรจาของไทยจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน” นางศุภจี กล่าว
การเจรจาเดินหน้าแต่ลงนามรอรัฐบาลใหม่
นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเจรจาทางเทคนิคระหว่างไทยและสำนักงาน USTR ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นที่มีการเจรจาในรายละเอียด อาทิ การเปิดตลาดสินค้า มาตรการสุขอนามัย บริการและการลงทุน
ทั้งนี้ สหรัฐได้ยกประเด็นที่อยู่ในรายงานประเมินการค้าแห่งชาติว่าด้วยอุปสรรคทางการค้าต่างประเทศ (Nationnal Trade Estimate Report) ซึ่งเกี่ยวกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี Non-Tariff Measures ซึ่งสหรัฐมองเป็นประเด็นกระทบการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ส่วนการปรับเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ขณะนี้สหรัฐอยู่ระหว่างการเจรจาและคาดว่าสหรัฐจะใช้เป็นกติกาเดียวกันกับทุกประเทศทั่วโลก
"ปัจจุบันไทยยังคงถูกเก็บภาษี 19% ตามที่สหรัฐประกาศไว้ ทั้งนี้หากจะมีการลงนามใดๆ ระหว่างไทยและสหรัฐก็ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่" นางสาวโชติมา กล่าว
พัฒนาระบบป้องกันการสวมสิทธิ์
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้บูรณาการด้านการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความร่วมมือกับสหรัฐประกอบด้วย
1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการอย่างเข้มข้น รวมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากรและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดประกอบด้วย
2.ความร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรและป้องกันประเทศสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection : CBP) ในการปรับปรุงบัญชีรายการสินค้าเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนและวิเคราะห์รายการเฝ้าระวัง 49 รายการ รวมถึงรายการเพิ่มเติมตามข้อเสนอของ CBP
3.การพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs Plus) และระบบ SMART C/O ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกฎเกณฑ์การค้าใหม่ของสหรัฐ ควบคู่การอำนวยความสะดวกทางการค้า เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้นในอนาคต
ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐในคดีภาษีทรัมป์ต้องติดตามใกล้ชิด แต่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าเตรียมความพร้อม โดยหลังสหรัฐขึ้นภาษีตอบโต้ไทย 19% เมื่อเดือน ส.ค.2568 และเพิ่มความเข้มงวดกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) รวมถึง RVC เป็นเครื่องมือตรวจสอบแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
สำหรับความคืบหน้า RVC อยู่ขั้นการเจรจาทางเทคนิคกับสหรัฐถึงการกำหนดสัดส่วน local content โดยจะยึดประโยชน์ที่เป็นผลดีระยะยาวต่อธุรกิจไทยที่จะแข่งขันได้
ใบรับรองสินค้า12%ส่งออกสหรัฐไม่ได้
นอกจากนี้ การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ายังคงตรวจสอบอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา จากการตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่ส่งออกไปสหรัฐ 49 รายการ ซึ่งมีการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 725 ฉบับ แบ่งได้ ดังนี้
1.หนังสือรับรองถิ่นกำเนินสินค้าสัดส่วน 88% สามารถส่งออกไปสหรัฐได้
2.หนังสือรับรองถิ่นกำเนินสินค้าสัดส่วน 12% ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้เพราะผิดเงื่อนไข อาทิ เป็นสินค้าที่อยู่ในเขตฟรีโซน (Free Zone) โดยในเดือน ก.พ.2569 กรมการค้าต่างประเทศจะลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิมากขึ้น กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Tracking Systems ซึ่งเป็นระบบติดตามและตรวจสอบแบบเรียลไทม์ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม คาดว่าใช้ได้ทันภายในปี 2569







