วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ศุภจี’ จัด 2 แนวทางรับมือศาลสหรัฐ หวั่นเพิ่มมาตรการตอบโต้สินค้าไทย

‘ศุภจี’ จัด 2 แนวทางรับมือศาลสหรัฐ หวั่นเพิ่มมาตรการตอบโต้สินค้าไทย

“ศุภจี” เตรียม 2 แนวทาง รับมือผลกระทบศาลฎีกาสหรัฐ พิพากษาคดีภาษีทรัมป์ 14 ม.ค.69 นี้ หากภาษีทรัมป์ขัดกฎหมายจะขอคืนภาษีห่วงสหรัฐเพิ่มมาตรการตอบโต้   ชี้ เจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐเดินหน้าต่อ แต่การลงนามต้องรอรัฐบาลใหม่ เร่งบูรณาการป้องกันสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า เผยใบรับรอง 12% ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้

การเจรจาการค้าระหว่างไทย และสหรัฐยังไม่ได้ข้อสรุป โดยหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 การเจรจายังคงเดินหน้าในระดับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่การพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 ได้เลื่อนการพิจารณาคดีภาษีตอบโต้ของสหรัฐชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเลื่อนการพิจารณาเป็นวันที่ 14 ม.ค.2569

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการพิจารณาของศาลฎีกาสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยได้ประเมินผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐไว้ 2 แนวทาง ประกอบด้วย

1.กรณีศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาให้มาตรการภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ขัดกฎหมาย และดำเนินการได้ต่อ จะมีผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ให้ดำเนินการต่อเนื่องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ยังมีการเจรจาทางด้านเทคนิค 

รวมทั้งได้ประสานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่ได้รับทราบถึงความมุ่งมั่นในการเจรจาของไทย ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐมีความกังวลปัญหาการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการเจรจาภาษีสหรัฐ แต่เรื่องนี้ชัดเจนแล้วว่าแยกกัน

2.กรณีศาลฎีกาสหรัฐพิพากษาให้มาตรการภาษีตอบโต้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขต ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มขึ้นอีก 19% สำหรับสินค้านำไทยจากไทยไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งจะทำให้ภาษีนำเข้าของสหรัฐกลับไปอยู่อัตราเดิม และไทยจะพิจารณาขอเรียกคืนภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มตั้งแต่เดือนส.ค.2568

‘ศุภจี’ จัด 2 แนวทางรับมือศาลสหรัฐ หวั่นเพิ่มมาตรการตอบโต้สินค้าไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินสหรัฐอาจใช้มาตรการอื่นทดแทนการเก็บภาษีตอบโต้ อาทิ มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 ของกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีที่ถูกเก็บ โดยจะเรียกเก็บเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหรือรายการสินค้า

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ประเมินกรณีนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกรวม เพราะสินค้าส่วนใหญ่จะไม่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มจึงกระทบเฉพาะบางรายการ แต่อาจมีการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

รวมทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะประเมินว่าในกรณีที่สหรัฐดำเนินการบางมาตรการไม่ได้ แต่ใช่ว่าสหรัฐจะไม่ดำเนินการหรือมีมาตรการอื่นใดออกมา

“ประเทศที่สรุปข้อตกลงการเจรจาภาษีตอบโต้ได้แล้ว เช่น มาเลเซีย กัมพูชา ในขณะที่อินโดนีเซีย ยังอยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับไทยที่จะได้ติดตาม และศึกษาข้อมูลความชัดเจนการเจรจา และทำให้ไทยได้เตรียมตัว โดยประเมินว่าการสรุปข้อตกลงการเจรจาของไทยจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน” นางศุภจี กล่าว

 

การเจรจาเดินหน้าแต่ลงนามรอรัฐบาลใหม่

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเจรจาทางเทคนิคระหว่างไทย และสำนักงาน USTR ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นที่มีการเจรจาในรายละเอียด อาทิ การเปิดตลาดสินค้า มาตรการสุขอนามัย บริการ และการลงทุน 

ทั้งนี้ สหรัฐได้ยกประเด็นที่อยู่ในรายงานประเมินการค้าแห่งชาติว่าด้วยอุปสรรคทางการค้าต่างประเทศ (Nationnal Trade Estimate Report) ซึ่งเกี่ยวกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี Non-Tariff Measures ซึ่งสหรัฐมองเป็นประเด็นกระทบการค้า และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐ 

ส่วนการปรับเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ขณะนี้สหรัฐอยู่ระหว่างการเจรจา และคาดว่าสหรัฐจะใช้เป็นกติกาเดียวกันกับทุกประเทศทั่วโลก

"ปัจจุบันไทยยังคงถูกเก็บภาษี 19% ตามที่สหรัฐประกาศไว้ ทั้งนี้หากจะมีการลงนามใดๆ ระหว่างไทย และสหรัฐก็ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่" นางสาวโชติมา กล่าว

พัฒนาระบบป้องกันการสวมสิทธิ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศ ได้บูรณาการด้านการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความร่วมมือกับสหรัฐประกอบด้วย

1.การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการตรวจสอบกระบวนการผลิต ณ สถานประกอบการอย่างเข้มข้น รวมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดประกอบด้วย

2.ความร่วมมือกับสำนักงานศุลกากร และป้องกันประเทศสหรัฐ (U.S. Customs and Border Protection : CBP) ในการปรับปรุงบัญชีรายการสินค้าเฝ้าระวังสำหรับการส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวน และวิเคราะห์รายการเฝ้าระวัง 49 รายการ รวมถึงรายการเพิ่มเติมตามข้อเสนอของ CBP

3.การพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERs Plus) และระบบ SMART C/O ให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกฎเกณฑ์การค้าใหม่ของสหรัฐ ควบคู่การอำนวยความสะดวกทางการค้า เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้นในอนาคต

ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐในคดีภาษีทรัมป์ต้องติดตามใกล้ชิด แต่การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าเตรียมความพร้อม โดยหลังสหรัฐขึ้นภาษีตอบโต้ไทย 19% เมื่อเดือนส.ค.2568 และเพิ่มความเข้มงวดกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) รวมถึง RVC เป็นเครื่องมือตรวจสอบแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ 

สำหรับความคืบหน้า RVC อยู่ขั้นการเจรจาทางเทคนิคกับสหรัฐถึงการกำหนดสัดส่วน local content โดยจะยึดประโยชน์ที่เป็นผลดีระยะยาวต่อธุรกิจไทยที่จะแข่งขันได้

ใบรับรองสินค้า 12% ส่งออกสหรัฐไม่ได้

นอกจากนี้ การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ายังคงตรวจสอบอย่างเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา จากการตรวจสอบสินค้าเฝ้าระวังที่ส่งออกไปสหรัฐ 49 รายการ ซึ่งมีการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 725 ฉบับ แบ่งได้ ดังนี้

1.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสัดส่วน 88% สามารถส่งออกไปสหรัฐได้ 

2.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสัดส่วน 12% ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้เพราะผิดเงื่อนไข อาทิ เป็นสินค้าที่อยู่ในเขตฟรีโซน (Free Zone) โดยในเดือนก.พ.2569 กรมการค้าต่างประเทศจะลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ เพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Tracking Systems ซึ่งเป็นระบบติดตาม และตรวจสอบแบบเรียลไทม์ โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม คาดว่าใช้ได้ทันภายในปี 2569

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์