ทำไมการปฏิรูปในประเทศเราจึงยาก

ทำไมการปฏิรูปในประเทศเราจึงยาก

บทความผมสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้อ่านที่เป็น FC คอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ถามว่า ถ้าเศรษฐกิจปีนี้ไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนและพื้นที่นโยบายมีจำกัด

การปฏิรูปเศรษฐกิจ หรือ Economic reform จะเป็นทางเลือกให้กับเศรษฐกิจได้หรือไหม เป็นคำถามที่ดีมาก

คำตอบผมคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นทางออกที่จะนำเศรษฐกิจไทยออกจากความตกต่ำแน่นอน แต่ที่การปฏิรูปไม่เกิดขึ้นและเกิดยากในประเทศเราส่วนหนึ่งมาจาก วิธีคิดหรือ Mindset ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ไม่ได้มองการปฏิรูปเป็นกลไกแก้ปัญหาประเทศ แต่มองเป็นความเสี่ยงต่อระบบที่มีอยู่ที่ต้องหลีกเลี่ยง การปฏิรูปจึงไม่เกิด นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ประเทศไทยขณะนี้แนวคิดเรื่องการปฏิรูปว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เศรษฐกิจหลุดออกจากความตกต่ำนั้นเป็นที่ยอมรับไปทั่ว มีการแสดงความเห็นสนับสนุนการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง ทั้งจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ หน่วยงานด้านนโยบาย สื่อมวลชน หรือ แม้แต่แคมเปญเลือกตั้งของพรรคการเมือง ก็พูดเรื่องนี้

เพราะนักการเมืองตระหนักดีว่าประชาชนต้องการให้มีการปฏิรูป แต่ทำไมการปฏิรูปจึงไม่เกิดและขับเคลื่อนยากแม้ประโยชน์จะมีมาก ดูได้จากความสำเร็จของหลายประเทศที่มีการปฏิรูป

ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ที่ปฏิรูปเศรษฐกิจหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 รวมถึงเวียดนามที่ล่าสุดก็ปฏิรูปเศรษฐกิจ ประเทศเหล่านี้ไปได้ดีและเศรษฐกิจขยายตัวดีกว่าไทย ประเทศเราเองก็เคยได้ประโยชน์จากการปฏิรูปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนเปิดประเทศ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และช่วงเปิดเสรีเศรษฐกิจเมื่อสี่สิบปีก่อน

การปฏิรูปเหล่านี้ได้วางรากฐานให้กับการเติบโตของประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศเรา แต่ทำไมการปฏิรูปจึงหยุดนิ่งหลังวิกฤติปี 2540 ยกเว้นในภาคการเงิน นี่คือคำถาม

คำอธิบายที่มักถูกนำมาใช้ว่าทำไมประเทศไทยไม่ปฏิรูปเศรษฐกิจก็เช่น สังคมไทยไม่ชอบความรุนแรง การเปลี่ยนแปลงถ้าจะมีควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่การปฏิรูปที่การเปลี่ยนแปลงจะฉับพลันรุนแรง หรือภาครัฐ เช่น สถาบันราชการยังกำลังพัฒนา อาจไม่ตระหนักถึงความจำเป็นของการปฏิรูป จึงไม่ผลักดันเรื่องปฏิรูป

หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบันต่อต้านการปฏิรูป หรือการปฏิรูปต้องการภาวะผู้นำทางการเมืองที่ต่อเนื่องผลักดันการปฏิรูป แต่บ้านเราการเมืองขาดเสถียรภาพทำให้ความต่อเนื่องที่จะผลักดันการปฏิรูปไม่มี

เหล่านี้คือคำอธิบายที่ได้ยินบ่อยซึ่งฟังดูก็มีเหตุมีผล แต่คงไม่ใช่เหตุผลจริง เพราะในบ้านเรา แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เปลี่ยนระบบงานราชการเป็นดิจิทัลก็เกิดขึ้นยากและช้ามาก หรือถ้าการต่อต้านของกลุ่มผลประโยชน์เป็นสาเหตุหลัก เราคงเห็นแรงกดดันให้ปฏิรูปที่จะมาจากทุกฝ่ายในสังคมและสะสมมากขึ้นๆ

แต่ในประเทศเราหลายอย่างเงียบเกินเมื่อเทียบกับความสําคัญและความเร่งด่วนที่ประเทศควรต้องปฏิรูป มีแต่เสียงเรียกร้องและการตอบรับที่สุภาพ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นอย่างนี้มานาน ดังนั้น เหตุผลจริงๆ จึงต้องลึกกว่า

ในความเห็นผม เหตุผลหลักที่ทำให้การปฏิรูปไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ นักการเมือง ข้าราชการ ผู้นำธุรกิจ ไม่รู้ว่าทางออกของประเทศคือการปฏิรูปรวมถึงประโยชน์ที่จะได้ เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องรู้ดี แต่ที่ไม่ทำก็เพราะ “ความกลัว” คือกลัวว่าการปฏิรูปจะทำให้ดุลยภาพของระบบที่มีในปัจจุบันเสียไป

เรื่องนี้ต้องตระหนักว่าเสถียรภาพของระบบปัจจุบันที่อยู่ได้ก็เพราะความคลุมเครือ คือ แม้รู้ว่าระบบปัจจุบันมีสิ่งที่ไม่ดีและอาจเลวร้ายมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าใครทำอะไรไว้ที่ไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้างและใครต้องรับผิดชอบบ้าง นี่คือความคลุมเครือ เมื่อไม่รู้ ระบบก็ไปต่อ แต่ถ้าดุลยภาพของระบบที่มีอยู่เสียไปเพราะการปฏิรูป ระบบจะขาดเสถียรภาพและหลายอย่างที่ระบบปัจจุบันซ่อนไว้หรือปกป้องไว้โดยอาศัยความคลุมเครือก็จะชัดเจนขึ้น

โดยเฉพาะใครทำอะไรไว้ที่ไหน ความชัดเจนนี้คือสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการให้เกิด เพราะกลัวผลที่จะมีตามมาต่อโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรม เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้มองการปฏิรูปเป็นทางออกของการแก้ปัญหาประเทศเหมือนคนทั่วไป แต่มองเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เพราะผลที่จะมีต่อดุลยภาพของระบบที่มีอยู่ และที่การไม่ปฏิรูปสามารถยืนระยะมาได้นานต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี ก็เพราะทุกฝ่ายในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นเหมือนกันและทำเหมือนกัน 

การหลีกเลี่ยงการปฏิรูปจึงเป็นเหมือนวัฒนธรรมร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ปลูกฝังในทุกระดับของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยการทำให้เห็น โดยระบบเเรงจูงใจ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ตัวอย่างเช่น ข้าราชการตั้งแต่เริ่มต้นแม้ตั้งใจดีก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่เป็น ลดทอนความเป็นไฟแรงลงเพื่อไม่ให้เป็นภัย พอสูงขึ้นก็เรียนรู้ที่จะพูดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสําคัญ แต่ไม่ทำอะไร นักการเมืองก็เช่นกัน ตอนหาเสียงก็ขึงขังเรื่องการปฏิรูป แต่พอได้ตําแหน่ง ความอยู่รอดทางการเมืองก็มาก่อน ให้แต่คำมั่นสัญญาเรื่องปฏิรูปแต่ไม่ทำอะไร

สื่อมวลชนก็ไม่ต่าง ขึงขังเรื่องการปฏิรูปเมื่อเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น แต่พอข่าวจบ ก็หยุดถามไม่ตามต่อ นานเข้าๆก็ชัดว่า สื่อเองก็มีวงขีดไว้ที่จะไม่ทะลุ ไม่ผลักดันเรื่องปฏิรูป แรงผลักดันการปฏิรูปในสังคมจึงเฉื่อย ทั้งหมดทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นยาก ประเทศเราจึงเจริญช้ากว่าประเทศอื่นเป็นสิบยี่สิบปี

การไม่ปฏิรูปสร้างต้นทุนมากกับประเทศ ทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการขาดโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ เทียบง่ายๆ คนไทยกับคนเวียดนามตอนนี้ ที่สําคัญการไม่ปฏิรูปทำให้ระบบที่มีอยู่และความไม่ดีต่างๆ ในระบบยืนระยะได้ ความผิดต่างๆ ถูกเมินเฉย กลบไว้ ไม่มีการแก้ไข สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากขึ้นๆ ซึ่งในที่สุดระบบที่ไม่ดีก็อยู่ไม่ได้ ประเทศจบลงด้วยวิกฤติ

เราจึงเห็นในหลายประเทศการปฏิรูปเกิดขึ้นหลังประเทศเกิดวิกฤติแล้วและประเทศเสียหายมากแล้ว ซึ่งน่าเศร้าและน่าเสียดายมากในแง่การพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องหลีกเลี่ยง

 

ทำไมการปฏิรูปในประเทศเราจึงยาก