ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (1)

ประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มตัวแล้ว และมีการพูดกันบ่อยครั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมากในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
แต่หากดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ผมต้องขอแสดงความเห็นที่มองต่างมุมว่า นโยบายหาเสียงที่นำเสนอมานั้น น่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานและปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้
เพราะส่วนใหญ่แม้จะถูกใจประชาชนและให้ผลประโยชน์กับประชาชนในระยะสั้น แต่จะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยงบประมาณของภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งหมายความว่าจะต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มขึ้นในอนาคต
บางเรื่องที่กล่าวถึง เช่น การปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ ก็ดูจะเป็นการพูดในเชิงกว้าง ทำให้ไม่สามารถเห็นได้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้ศักยภาพของประชาชนและเศรษฐกิจไทยจะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้อย่างไร
และมักจะไม่มีตัวเลขสนับสนุนว่า สิ่งที่จะต้องทำไปนั้น มีค่าใช้จ่ายเท่าไร จะส่งผลในเชิงบวกอย่างไร และมีความคุ้มค่าในการใช้จ่ายและลงทุนดังกล่าว มากน้อยเพียงใด
ปัญหาพื้นฐานคือจีดีพีขยายตัวช้าลง
ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย คือ การขยายตัวของของจีดีพีที่ลดลงจากเฉลี่ย 4.02% ต่อปีในช่วง 2547 ถึง 2556 มาเหลือเพียง 2.61% ต่อปีในช่วง 2557 ถึง 2568 (ทั้งนี้ผมได้ตัดเอาการหดตัวของจีดีพีที่มากถึง 6% ในปี 2563 ออกไป) การขยายตัวในระดับต่ำดังกล่าว น่าจะ เป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพ (growing below potential growth) แต่ในขณะเดียวกัน ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็น่าจะลดลงด้วย
เช่นในอดีต เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละ 7% แต่ ณ วันนี้ ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงสุด หากสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่ง ณ ขณะนี้ ก็ยังไม่มีพรรคการเมืองใด นำเสนอแนวนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนให้จีดีพีของประเทศไทย สามารถขยายตัวได้ 4% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง
มาถึงวันนี้ คนไทยคงจะมีความเห็นสอดคล้องกันแล้วว่า ไม่อยากให้จีดีพีขยายตัวปีละเพียง 2.0-2.5% และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง
ภาคบริการนำการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมถูกท้าทาย
ในช่วงเดียวกันคือ 2547 ถึง 2567 ภาคเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงและเป็นหัวจักรหลักของเศรษฐกิจคือ ภาคบริการ เห็นได้จากการที่ผลผลิตของภาคบริการ คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 52.81% ในปี 2547 มาเป็น 53.15% ในปี 2557 และเพิ่มขึ้นอีกเป็น 59.18% ของจีดีพีในปี 2567
ในขณะเดียวกัน ผลผลิตของภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่องจาก 29.42% ในปี 2547 มาเป็น 27.5% ในปี 2557 และลดลงต่อไปอีกเป็น 24.33% ในปี 2567 สำหรับภาคเกษตรนั้น ในช่วง 2547 ถึง 2557 ดูเสมือนว่าจะทรงตัว คือผลผลิตประมาณ 9-10% ของจีดีพี และหลังจากนั้นก็ลดลงเหลือ 8.7% ในปี 2567 คือ แทบจะไม่ได้พัฒนาดีขึ้นเลย เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
ในส่วนของภาคเกษตรนั้น ผมเห็นว่าค่อนข้างจะน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมาก ดังที่ได้มีการยกตัวเลขให้เห็นว่า ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียง 8-9% ของจีดีพี แต่ใช้แรงงาน 30% ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ กว่า 40% ของที่ดินของประเทศ และ80% ของทรัพยากรน้ำของประเทศ
นอกจากนั้นก็ยังเป็นภาคที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนปีละ 60,000 ล้านบาท ถึง 100,000 ล้านบาทมานานนับ 10 ปี และได้มีการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรนับครั้งไม่ถ้วน
ภาคเกษตรที่ไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ
แต่จะเห็นได้ว่า มาตรการต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ได้ส่งผลให้ผลิตภาพของชาวนาไทยดีขึ้นเลย กล่าวคือ ผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวนาไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 2,719 กิโลกรัม (ต่อ hectare) ในปี 2543 มา เป็น 3,071 กิโลกรัมในปี 2566 ซึ่งต่ำกว่าผลผลิตของจีนและ เวียดนามอย่างที่เทียบกันไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้มีพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง ข้อมูลเกี่ยวกับพืชอื่นๆ ผมยังหาข้อมูลให้ครบถ้วนไม่ได้ แต่สำหรับพืชหลักนั้นก็น่าจะไม่ได้พัฒนาดีขึ้นมากนัก ในขณะเดียวกัน ภาคที่ทำได้ดีแม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐมากนัก คือผักและผลไม้ เช่น ทุเรียนและข้าวโพดหวาน เป็นต้น
สรุปคือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยนั้น จะต้องอาศัยการขยายตัวของภาคบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นเครื่องยนต์หลัก ตามมาด้วยการปฏิรูปและพัฒนาภาคเกษตรกรรม โดยการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรรวมทั้งการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม การมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี การจัดสรรน้ำ การพัฒนาคุณภาพ ฯลฯ
แต่ในภาพใหญ่นั้น น่าจะมีนโยบายและการวางแผนให้ภาคเกษตรไทย ลดการผลิต สินค้าเกษตรประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่มีราคาต่ำกว่า แล้วหันมาเพิ่มการผลิตโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงกว่า (เช่น ไทยส่งออกเนื้อไก่ และอาหารสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก)
ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้น ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากศักยภาพของจีน ซึ่งผมจะขยายความในตอนต่อไปว่า จะยังมีอุตสาหกรรมใดที่พอจะแข่งขันได้
ทั้งนี้ในครั้งต่อไปผมจะโยงถึงปัญหาการค้าระหว่างประเทศและค่าเงินบาทที่เป็นปัญหาเร่งด่วน และส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม แต่พรรคการเมืองก็ไม่สามารถนำเสนอนโยบายด้านดังกล่าวได้แต่อย่างใดครับ







