'ศุภจี' ถก 6 บิ๊กเอกชนไทยในอินเดีย หาโอกาสเศรษฐกิจสีเขียว

“พาณิชย์” หารือผู้ประกอบการไทยในอินเดีย 6 กลุ่มธุรกิจใหญ่ รับฟังโอกาส–อุปสรรคการค้าและการลงทุน ชี้ตลาดอินเดียศักยภาพสูง ชนชั้นกลางกว่า 500 ล้านคน และคาดเพิ่มเป็น 800–900 ล้านคนในปี 2035 พร้อมรับโจทย์เอกชน เร่งแก้ปัญหามาตรฐาน BIS ผลักดันไทยเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานอินเดีย โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างสีเขียว อาหาร และปิโตรเคมี
วันที่ 9 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในอินเดีย อาทิ ไทยออยล์, GPSC, SCG, CPF, CP, และ Shera ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ นิวเดลี และเจนไน ว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องการรับฟังจากภาคเอกชนโดยตรงถึงโอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจในอินเดีย เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง
นางศุภจี กล่าวว่า จากการหารือพบว่า ภาคเอกชนไทยทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการขยายตัวของชนชั้นกลางซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800–900 ล้านคนในปี 2035 ถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าและบริการไทยในหลายอุตสาหกรรม
“อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคสำคัญ ทำให้สินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเชิงนวัตกรรม ยังมีโอกาสขยายตัวและสอดรับสนุนสนุนในส่วนที่อินเดียต้องการ” นางศุภจีกล่าว
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าความท้าทายสำคัญที่ภาคเอกชนไทยเผชิญคือการตรวจรับรองมาตรฐานภายใต้ Bureau of Indian Standards (BIS) ซึ่งย่อมมีกระบวนการที่ละเอียดรัดกุม อย่างไรก็ดี ในบางกรณีอาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันไม่สามารถเดินหน้าไปได้เต็มศักยภาพ
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะพยายามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย ผ่านช่องทางของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายของทูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้าใจและเอื้ออำนวยต่อการเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกัน
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนในอินเดียต้องคำนึงถึงการเป็นหุ้นส่วนที่เกื้อกูลกันในทุกมิติ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลของผลประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบ มาตรฐาน และทิศทางนโยบายของกันและกันปรับตัวร่วมกันในระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง มีกลุ่มวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Materials) สามารถสนับสนุนเป้าหมายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ซึ่งไทยพร้อมที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน
“จากการนำคณะเอกชนไทยกว่า 17 ราย มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการทำ Business Matching แล้ว 271 คู่ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้ประมาณ 100 ล้านบาทในหนึ่งปี และยังมีโอกาสต่อยอดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มกรีนคอมโพเนนท์และวัสดุก่อสร้างเพื่อตอบโจทย์นโบายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อม” นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ไทยในอินเดียทั้ง 3 แห่ง ยังได้นำเสนอแผนส่งเสริมการค้าและการลงทุนปี 2569 อาทิ การผลักดันสินค้า SME และสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดอินเดีย การขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสร้างเครือข่ายสตาร์ตอัป การจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วมและจัดงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรม Top Thai Brands และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับอินเดีย เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย โดยการค้าในช่วง 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 20,316.65 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28.56% แบ่งเป็นการส่งออก 14,787.94 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 40.78% และการนำเข้า 5,528.72 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.33%
โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
ส่วนสินค้านำเข้าจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ







