‘เรทติ้งโลก’ จับตาหนี้ไทยใกล้ 70% งานหิน ‘รมว.คลัง’ ยื้อหั่นเครดิตประเทศ

ในปี 2568 ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใน ส่งผลให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ระดับโลกที่มีต่อประเทศไทยมีความแตกต่างกัน
ในปี 2568 ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายใน ส่งผลให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ระดับโลกที่มีต่อประเทศไทยมีความแตกต่างกัน
โดยในช่วงต้นปีถึงกลางปี สถาบันส่วนใหญ่ยังคงมุมมองที่มีเสถียรภาพ แต่เริ่มมีสัญญาณเตือนจากการปรับมุมมองเป็น “ลบ” (Negative Outlook) ของ Moody's ในเดือนเม.ย. และ Fitch Ratings ในเดือน ก.ย.
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจนในเดือน พ.ย. S&P Global Ratings ได้ประกาศคงมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ไว้ได้ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในวินัยทางการคลังของรัฐบาล
เปิดไทม์ไลน์ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจไทย
รายงานข่าวจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ช่วงต้นปี 2568 รายงานสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) โดย Rating and Investment Information, Inc, (R&I) คงอันดับเครดิตที่ A- และคงมุมมอง Stable รวมถึง Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ที่คงอันดับเครดิตไว้ที่ A และคงมุมมอง Stable
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการประกาศนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ในเดือนเม.ย. สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ส่งผลให้รายงานของ Moody’s ที่ออกในช่วงเวลาเดียวกัน แม้จะยังคงอันดับเครดิตที่ Baa1 แต่ปรับลดมุมมองเป็น Negative Outlook สาเหตุหลักมาจากความเสี่ยงภายนอกที่ไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวนหนัก
ขณะที่รายงานของ S&P Global Ratings ในรอบครึ่งปีแรก ยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+ และคงมุมมอง Stable โดยมองว่าการท่องเที่ยวและการลงทุน EEC เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
โดยต่อมาในเดือน ก.ย. รายงานจาก Fitch Ratings คงอันดับเครดิตที่ BBB+ แต่ปรับลดมุมมองเป็น Negative Outlook เช่นกัน โดยระบุสาเหตุจากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง เมื่อรัฐบาลใหม่มีวาระเพียง 4 เดือนและต้องเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจทําให้แผนการเข้าสู่สมดุลทางการคลังล่าช้า ประกอบกับหนี้ภาครัฐที่คาดว่าจะอยู่ที่ 59.4% ของ GDP อีกทั้งยังมีปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล ได้แก่ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงาน ภายใต้การนำทีมเศรษฐกิจของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความสำคัญกับการเรียกความเชื่อมั่นและการฟื้นฟูวินัยการคลัง โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เห็นชอบการทบทวนและจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 - 2573) โดยเน้นแนวคิดการสร้างความน่าเชื่อถือ “Credible” เพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องทางการคลังและสร้างความเชื่อมั่น
ซึ่งรายงานดังกล่าวส่งผลให้รายงานของ S&P Global Ratings ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงประกาศคงอันดับเครดิตที่ BBB+ และคงมุมมอง Stable Outlook โดยรายงานระบุถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจที่โปร่งใสและการรักษาวินัยการคลัง และสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ประกอบไปด้วย
1. นโยบายการคลังที่ชัดเจน S&P เชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและรักษาวินัยการคลัง รวมถึงแนวโน้มการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
2. ภาคการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง คาดว่าจะเกินดุลเฉลี่ย 2.5% ของ GDP ในปี 2568-2571
3. การเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ท่องเที่ยวชะลอตัว แต่ S&P มองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปี 2569 และการลงทุนภาครัฐ อาทิ โครงการ EEC และโครงสร้างพื้นฐาน ยังเติบโตแข็งแกร่ง
เอกนิติชี้ S&P พอใจไทยปรับแผนการคลังระยะปานกลาง
ก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่าการคงมุมมองของไทยอยู่ที่ Stable Outlook นั้นมาจากการที่ไทยมีการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง โดยได้ชี้แจงให้
S&P Global Ratings มั่นใจว่าไทยมีแผนที่จะลดการขาดดุลการคลังลง โดยเฉพาะจะลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ลงจาก 4-5% ให้ลดลงเหลือไม่เกิน 3% ภายในปีพ.ศ. 2573 และยังคงรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ไว้ที่ไม่เกิน 70%
เปิดสาระสำคัญ MTFF ฉบับปรับปรุง
สำหรับแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 - 2573) ถูกจัดทำขึ้นโดยนําประเด็นความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตกังวลมาพิจารณา โดยมุ่งเน้นการปรับสมดุลทางการคลัง ได้แก่ 1.เป้าหมายการขาดดุล ตั้งเป้าปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.0% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space)
2. การเพิ่มวินัยการคลัง (Fiscal Rules) มีการทบทวนสัดส่วนตามมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยกำหนดให้ตั้งงบชำระคืนต้นเงินกู้ “ไม่น้อยกว่า 4%” ของงบประมาณรายจ่าย เพื่อไม่ให้ผลักภาระไปในอนาคต และลดสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันเกินกฎหมายงบประมาณลงเหลือ 5%
3. การคุมเข้มมาตรา 28 กำหนดกรอบวงเงินสำหรับโครงการกึ่งการคลัง เช่น การพักหนี้ หรือจำนำยุ้งฉางผ่านรัฐวิสาหกิจ ต้องไม่เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่าย เพื่อควบคุมภาระทางการคลังแฝง
นักเศรษฐศาสตร์ชี้การคลังไทยเสี่ยง
ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการคลังของประเทศไทยว่าปัจจุบันเสถียรภาพทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำจะเคยเป็นจุดแข็งของประเทศเพราะมีหนี้สาธารณะต่ำมาก วันนี้กลายเป็นจุดอ่อนและความเสี่ยงเพราะหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสูงใกล้เพดาน 70%
ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการอธิบายให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) เข้าใจถึงแผนการจัดการรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงใกล้ถึง 70% ของ GDP ซึ่งส่งผลให้ความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายงบประมาณลดน้อยลงอย่างมาก
ขณะนี้ ตัวชี้วัดว่าการคลังไทยมีความเสี่ยงอย่างมากคือการขาดดุลการคลังของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4-5% ต่อ GDP จนกลายเป็นเรื่องปกติของรัฐบาล จากเดิมที่กรอบความยั่งยืนทางการคลังทำไว้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ
ห่วงต้นทุนกู้ยืมเงินรัฐ-เอกชน พุ่ง
สำหรับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ S&P Global Ratings ที่กำลังจับตามองความไม่แน่นอนทางการเมืองและแผนการคลังระยะปานกลางที่ออกมาใหม่ว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนเดิมที่วางไว้ได้หรือไม่
ทั้งนี้ หากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรจะถูกอ้างอิงตามความเสี่ยงของประเทศ
“สิ่งที่ยากของรัฐมนตรีคลังคนต่อไปก็คือการที่ต้องอธิบายให้เครดิตเรทติ้งส์เข้าใจว่าไทยยังรักษาวินัยการคลัง ตามแผนการคลังระยะปานกลาง และต้องอธิบายใน ครม.ที่มีพรรคร่วมฟังด้วยว่าทำไมเราถึงทำนโยบายแจกเงินต่อไปไม่ได้แล้ว” ดร.อธิภัทร กล่าว







