‘คลัง’ เล็งรื้อภาษีนำเข้าทองคำ เทรดออนไลน์ สกัดบาทแข็ง-ทุนเทา

‘คลัง’ เล็งรื้อภาษีนำเข้าทองคำ เทรดออนไลน์ สกัดบาทแข็ง-ทุนเทา

“เอกนิติ” สั่งตั้ง “Data Bureau” เชื่อมข้อมูลผ่าน Open API สแกนทุกธุรกรรม ปูพรมตรวจสอบร้านทองรายใหญ่ เช็กยอดเทรดรายวัน เล็งรื้อโครงสร้างภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีนำเข้าทอง ธปท. จ่อคุมเพดานเทรดทองไม่เกิน 100 ล้านต่อวัน เริ่ม 20 ม.ค.69 นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางร่วมกันในการยกระดับการกำกับดูแล และเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน โดยเฉพาะในส่วนที่ยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพดูแลชัดเจน (Regulatory Gap) อาทิ ธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบจริง และสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการยืนยันตัวตนของผู้ซื้อขาย และนักลงทุน

นายเอกนิติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งระบบ "Data Bureau" ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาไว้ที่จุดเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่จะใช้ระบบเทคโนโลยี Open API เข้ามาบริหารจัดการแทน เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกรรมต้องสงสัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายทองคำ, สินทรัพย์ดิจิทัล, E-Wallet, การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเงินสด

โดยในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาล และหน่วยงานกำกับดูแลได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด และทำทุกวิถีทางโดยใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เคยให้กลุ่มทุนสีเทาสามารถเข้ามาฟอกเงินได้ง่าย กลายเป็นพื้นที่ ที่มีการตรวจสอบรัดกุม และมีอุปสรรคมากมายสำหรับผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมาย

“ผมมั่นใจว่าระบบนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื้อรังของเมืองไทย ที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นสวรรค์ของการฟอกเงินให้กลายเป็นนรกของการฟอกเงิน สำหรับกลุ่มมิจฉาชีพ และทุนสีเทาได้อย่างแท้จริง” นายเอกนิติ กล่าว

‘คลัง’ เล็งรื้อภาษีนำเข้าทองคำ เทรดออนไลน์ สกัดบาทแข็ง-ทุนเทา

ชงรื้อโครงสร้างภาษีทองคำ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการผ่อนปรนเกณฑ์การนำเข้าทองคำเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ แต่พบว่ายังมีช่องโหว่ในการกำกับดูแล โดยเฉพาะทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาท ดังนั้นหลังจากนี้จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น โดยมอบหมายให้ กรมสรรพากร ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านทองขนาดใหญ่ที่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ของตนเอง เพื่อตรวจสอบปริมาณธุรกรรมการซื้อขายรายวัน (Transaction) อย่างละเอียด

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องจัดทำบัญชีพิเศษ รายงานข้อมูลการซื้อขายส่งให้กรมสรรพากรรับทราบ โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องพิจารณาอำนาจทางกฎหมายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมศุลกากร ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการรื้อฟื้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรเมื่อเทียบเคียงกับต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพค่าเงิน และสกัดกั้นทุนเทาในระยะยาว

ธปท. ขีดเส้น 20 ม.ค.69 คุมเพดานเทรด 100 ล้าน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่มีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อเพิ่มอำนาจให้ ธปท. เข้าไปกำกับดูแล ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้หลังวันที่ 20 ม.ค.69 เป็นต้นไป

มาตรการสำคัญที่จะนำมาใช้คือ การกำหนดให้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องรายงานข้อมูลการซื้อขาย และจะมีการพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำสูงสุด ตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดาไม่ควรซื้อขายเกิน 100 ล้านบาทต่อวัน

นอกจากนี้ ธปท. ได้ออกเกณฑ์คุมเข้มสินทรัพย์อื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ เงินสดนำเข้าผู้นำเข้าเงินตราต่างประเทศเกิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องชี้แจงที่มา และวัตถุประสงค์ชัดเจน ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Exchange) ต้องจำกัดวงเงินไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน และบริการ e-wallet ให้กำหนดเพดานวงเงินให้เหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม

ก.ล.ต. ผนึก ปปง. ใช้ Travel Rule คุมคริปโทฯ Q1 นี้

ขณะที่ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวปิดท้ายว่า ในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามเส้นทางเงินในส่วนที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแล โดยจะเร่งเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Travel Rule เพื่อให้ทราบต้นทาง และปลายทางของเงินทุน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน ไตรมาส 1 ของปีนี้

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์