เปิดสาเหตุเกษตรกรเททิ้ง‘น้ำนมดิบ’40 ตัน อสค.ขาดสภาพคล่องไม่มีเงินซื้อ‘กล่องนม’

เปิดสาเหตุเกษตรกรเททิ้ง‘น้ำนมดิบ’40 ตัน  อสค.ขาดสภาพคล่องไม่มีเงินซื้อ‘กล่องนม’

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 เกิดเหตุการณ์เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์โคนมที่ทำสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ( อ.ส.ค.) นำน้ำนมดิบมาเทอีกครั้งนับเหตุประเดิมต้นปีที่เกษตรกรไทยต้องแบกรับ

นายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด ตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เล่าว่า อ.ส.ค. ไม่รับซื้อน้ำนมดิบได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์รับน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกกว่า 200 รายตามปกติไม่ได้ ทำให้ปริมาณน้ำนมดิบโดยเฉลี่ยของสมาชิกทั้งหมดรวม 60–70 ตันต่อวันถูกลอยแพ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา รถบรรทุกน้ำนมดิบของสหกรณ์ไม่สามารถถ่ายน้ำนมลงถังของ อ.ส.ค. ได้ 

ดังนั้น สหกรณ์จึงพยายามรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกเท่าที่สามารถดำเนินการได้ แม้ต้องแบกรับภาระขาดทุน เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับแหล่งรับซื้ออื่นๆ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ดังนั้นจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สาเหตุอสค.ไม่รับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ 

สำหรับสาเหตุที่อ.ส.ค. ไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ต่างๆ ตามสัญญาได้เนื่องจากเกิดปัญหาด้านการตลาดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้น้อยลง จนประสบภาวะขาดทุนอ.ส.ค. จึงยังคงค้างจ่ายค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมที่มีสัญญาซื้อขายกัน รวมถึงมีหนี้ค้างจ่ายบริษัทจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ บริษัทจึงชะลอการส่งกล่องนมให้อ.ส.ค. เป็นเหตุให้ไม่สามารถรับน้ำนมมาแปรรูปได้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้อ.ส.ค.เร่งแก้ปัญหาของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน และลดผลกระทบต่อเกษตรกรโคนมในภาพรวม รวมแก้ปัญหาน้ำนมล้นตลาด จากผลการเจรจาคาดว่า จะได้ข้อยุติที่ชัดเจนและสามารถดำเนินการได้จริงภายใน 1-2 วันจากนี้ 

กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญต่อเรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกร ตลอดทั้งวันนี้ได้มีการประชุมเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของ ภาครัฐ และ ภาคเอกชน เพื่อหามาตรการรองรับทั้งเรื่องการระบายน้ำนมดิบ และการจัดการเรื่องกล่องนมให้ลงตัวที่สุดมั่นใจจบปัญหาได้เร็วที่สุด

“อ.ส.ค.ร่วมหารือกับเกษตรกร เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลักที่เป็นปัญหาเรื้อรัง คือ ปัญหานมดิบล้นตลาด และ ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องกล่องนม จนส่งผลกระทบต่อปัญหาสภาพคล่อง เรื่องนี้ได้กำชับให้อ.ส.ค.เร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร”

เกษตรตัั้งคณะทำงานร่วมเอกชนแก้ปมไร้กล่องใส่นม 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) กล่าวว่าสถานการณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขณะนี้มีปัญหาด้านการตลาดและการระบายน้ำนมดิบกระทรวงเกษตรฯได้เร่งหารือร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ

รวมทั้งได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชน สหกรณ์โคนม และอ.ส.ค. เพื่อวางแผนกำหนดทิศทางอนาคตอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย ทั้งในมิติการผลิต การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดปัญหาน้ำนมดิบล้นระบบ 

 โดยเน้นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และสหกรณ์โคนม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อน้ำนมดิบ ปี 2568/2569 ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ยังไม่มีแหล่งจำหน่าย เพื่อให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมดิบในระบบ ลดความเสี่ยงที่น้ำนมดิบจะล้นตลาด

แผนนำเข้าผลิตภัณฑ์นมตามข้อตกลงการค้า

นอกจากนี้ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) โดยจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศตลอดจนเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม ภายใต้คณะกรรมการมิลค์บอร์ด เพื่อกำหนดนโยบาย แผนงาน และแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นมแปรรูปให้มีความหลากหลายและสร้างมูลค่าเพิ่ม

“ปัญหาน้ำนมดิบเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพน้ำนม ไปจนถึงการทำตลาด หากทุกฝ่ายกลับมาเป็นผู้สร้างและร่วมมือกัน เชื่อว่า จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถเดินต่อไปได้”

สำหรับสถานการณ์ของอ.ส.ค. มีปัญหาด้านฐานะทางการเงินจนเป็นผลให้ไม่สามารถชำระค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ที่มีการทำสัญญารับซื้อกันไว้ ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์นำน้ำนมมาเททิ้งนั้น คณะกรรมการของอ.ส.ค.(บอร์ด)อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยเป็นกลไกการบริหารของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

เกณฑ์ใหม่รับซื้อนมโรงเรียนป่วนตลาด

 นายสมควร สว่างอารมณ์ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมชะอำ–ห้วยทราย จำกัด ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะน้ำนมส่วนเกินจากโครงการนมโรงเรียนที่เคยสามารถระบายได้ในปีที่ผ่านๆมา แต่ในปี 2568 เริ่มถูกจำกัดการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมหลายแห่ง ระบุว่า จะรับซื้อเฉพาะปริมาณที่ทำ MOU กับสหกรณ์เท่านั้น ส่งผลให้การขายน้ำนมดิบของสหกรณ์ยากขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น สหกรณ์มีความกังวลว่า การนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยกเว้นภาษีนำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้กับเกษตรกรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มฟาร์มขนาดเล็กที่มีต้นทุนสูงและต้องรับผิดชอบการผลิตรายวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นมผงสามารถนำเข้าตามจังหวะตลาดและมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายทำสัญญาซื้อขายกับอ.ส.ค. ไว้วันละ 1 ตัน โดยนำน้ำนมดิบส่งโรงงานอ.ส.ค. ภาคใต้ ด้วยปริมาณตามสัญญาที่ไม่มากจึงยังไม่พบปัญหาชะลอการรับซื้อดังที่เกิดขึ้นในภาคกลาง แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายต้องเทน้ำนมดิบบางส่วน เนื่องจากโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำนมได้ทั้งหมดในช่วงวันหยุด ทำให้ต้องจำใจเทน้ำนมที่ไม่สามารถแปรรูปได้ทิ้ง

วอนรับอย่างให้การค้าโลกรังแกรายย่อย

นายสมควร กล่าวว่า ภาครัฐควรมีแนวทางในการจัดการน้ำนมดิบในประเทศให้หมด ก่อนที่จะปล่อยให้ตลาดพึ่งพานมผงนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเสนอให้ภาครัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ใช้นมผง ให้มีส่วนร่วมในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ตามสัดส่วนหรือกลไกที่สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ช่วงปลายเดือนธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมิตเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ รวมถึงกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) จำนวน 47,576.5 ตันซึ่งจะจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศ ปริมาณนมผงที่จะนำเข้าในปี 2569 ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมวิตกมากว่า ปริมาณการนำเข้าดังกล่าว จะซ้ำเติมต่อตลาดน้ำนมดิบทำให้การระบายผลผลิตในแต่ละวันยิ่งยากขึ้นไปอีก

“เราเข้าใจว่า โลกการค้าเสรีมีข้อจำกัด ไม่สามารถตั้งกำแพงภาษีหรือกำหนดอัตราส่วนรับการนำเข้านมผงต่อการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศเหมือนในอดีตได้ เช่น เคยมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้นำเข้านมผงขาดมันเนยต้องรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศในอัตรา 20 ส่วนต่อการนำนมผง 1 ส่วน เพื่อช่วยรองรับผลผลิตเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแต่ภาครัฐต้องไม่ปล่อยให้ต้นน้ำอย่างเกษตรกรต้องล้มหายตายจากไปจากอาชีพ”

เปิดสาเหตุเกษตรกรเททิ้ง‘น้ำนมดิบ’40 ตัน  อสค.ขาดสภาพคล่องไม่มีเงินซื้อ‘กล่องนม’