เปิดสถิติเงินเฟ้อ 10 ปี ผวาเทรนด์ขาลง สนค.ย้ำไทยไม่เข้าภาวะเงินฝืด

เปิดสถิติเงินเฟ้อ 10 ปี ผวาเทรนด์ขาลง สนค.ย้ำไทยไม่เข้าภาวะเงินฝืด

เปิดสถิติเงินเฟ้อ ปี 68  พร้อมสถิติเงินเฟ้อย้อนหลัง 10 ปี  สนค.ย้ำ แม้เงินฝืดปี 68 ติดลบ 0.14 % ครั้งแรกในรอบ 5 ปี แต่ไม่เข้าเงินฝืด   เหตุปัจจัยสำคัญมาจากราคาพลังงานลง ชง 3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย พยุงกำลังซื้อ–คุมตลาด–รับมือปัจจัยโลก ป้องกันเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินฝืด

KEY

POINTS

  • จากสถิติเงินเฟ้อ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าปี 2558 เป็นปีที่เงินเฟ้อติดลบมากที่สุดที่ -0.90%
  • อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อปี 2568 ติดลบคือราคาพลังงานที่ลดลงและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
  • สนค. ยืนยันว่าแม้เงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่อง แต่ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวและเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า  อัตราเงินเฟ้อทั่วประเทศของไทยปี 2588เฉลี่ย ทั้งปี ติดลบ  0.14 % ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี  นับจากปี 2564

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินเฟ้อปี 68 ติลบมาจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ 

“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ “ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า  เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 นับจากเดือน เม.ย.2568 ดังนี้

เม.ย.2568 ลดลง 0.22%

พ.ค.2568 ลดลง 0.57%

มิ.ย.2568 ลดลง 0.25%

ก.ค.2568 ลดลง 0.70%

ส.ค.2568 ลดลง 0.79%

ก.ย.2568 ลดลง 0.72%

ต.ค.ลดลง 0.76%

พ.ย.ลดลง 0.49%

สำหรับการที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 9 เดือน ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะแรงฉุด มาจากเรื่องพลังงาน และมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐเป็นหลัก แต่ก็น่ากังวล จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว อาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

เมื่อย้อนดูสถิติเงินเฟ้อไป 10 ปี พบว่า 

ปี 2568 เฉลี่ย -0.14% 

ปี 2567 เฉลี่ย 0.40% 

ปี 2566 เฉลี่ย 1.23% 

ปี 2565 เฉลี่ย 6.08% 

ปี 2564 เฉลี่ย 1.23% 

ปี 2563 เฉลี่ย -0.85% 

ปี 2562 เฉลี่ย 0.71% 

ปี 2561 เฉลี่ย 1.07% 

ปี 2560 เฉลี่ย 0.66% 

ปี 2559 เฉลี่ย 0.19%

ปี 2558 เฉลี่ย -0.90%

เปิดสถิติเงินเฟ้อ 10 ปี ผวาเทรนด์ขาลง สนค.ย้ำไทยไม่เข้าภาวะเงินฝืด

จากสถิติพบว่า เงินเฟ้อไทยติดลบมากที่สุดในช่วง 10  ปีคือ  ปี 58 ติดลบ 0.90  % จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าลดตามต้นทุนน้ำมัน  ทำให้ช่วงปี 68 ติดลบถึง 10 เดือน แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้นระบุว่าไทย ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ที่หักรายการอาหารสดและพลังงานออกไป ยังคงมีค่าเป็นบวก และเศรษฐกิจยังมีการขยายตัวได้อยู่  และในช่วงโควิด -19  เงินเฟ้อไทยก็เคยติดลบมากสุด 12 เดือน  ทำให้ทั้งปีลบ 0.85% และก็ไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเช่นกัน

"นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์"  กล่าวย้ำว่า  เรื่องเงินฝืดเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังตลอด เพราะเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ หลัก ๆ มาจากปัจจัยภายนอก ค่าพลังงาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวก ซึ่งก็ไม่ได้เกิดจากดีมานด์เสมอไป บางครั้งเกิดจากโครงสร้างซัพพลาย ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่อาจเป็นบวก คือต้องเร่งมาตรการภาครัฐ ทั้งเรื่องการกระตุ้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การเร่งใช้จ่ายเงินภาครัฐ และการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการลงทุน จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เป็นเงินฝืด

เปิดสถิติเงินเฟ้อ 10 ปี ผวาเทรนด์ขาลง สนค.ย้ำไทยไม่เข้าภาวะเงินฝืด

ทั้งนี้ สนค. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  3 ข้อ คือ 1.มาตรการภาครัฐที่เพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของประชาชน และหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเงินฝืด

2.การควบคุมกลไกการตลาด ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าในปัจจุบัน รวมไปถึงการเสริมบทบาทการกำกับดูแลกลไกตลาดในภาวะวิกฤต อาทิ เร่งดูแลสินค้าจำเป็นและบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อลดแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ

3.ติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของราคาและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปรับตัวของเงินเฟ้อ รวมถึงการคาดการณ์และเตรียมรับมือเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ

“แม้เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ เพิ่มการจ้างงาน ดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”นายนันทพงษ์ สรุป