Next Step คนเลี้ยงกุ้ง ปรับตัวสู่อนาคต เติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันกุ้งไทยยังเผชิญกับภาวะโรครุมเร้า ผลผลิตไม่ได้ตามเป้าได้เพียง 2.7 แสนตันโอกาสทวงคืนผู้ส่งออกอันดับ1 ของโลกยังเลือนลาง และถูกมองเป็นอุตสาหกรรม “ซันเซ็ท”
สถานการณ์โรคระบาด ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของไทยที่หดตัวเฉลี่ยปีละ 1.2% (ในช่วง 2561-2567) แต่ปัจจัยนอกจากโรคระบาดที่ส่งผลกระทบทต่อภาคการผลิตกุ้ง ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผันผวน และการปรับแข็งค่าของเงินบาทที่มีผลต่อการแข่งขันราคาส่งออกกุ้ง รวมถึงการถูกตัดสิทธิสิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ในตลาดอียู
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกกุ้งไปกว่า 650,000 ล้านบาทในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา เหลือสัดส่วนการส่งออกเพียง 4% ในตลาดโลกเมื่อปี 2567
ชูสัญญานบวก ฟื้นการเลี้ยงกุ้ง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นายเอกพจน์ กลับมีมุมมองสวนกระแสว่า ภาวะการส่งออกของกุ้งไทยจะพลิกฟื้นกลับมาค่อยพุ่งสูงขึ้น จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้ากุ้งจากประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดีย 60% ขณะที่ไทยที่เสียภาษีนำเข้าสหรัฐเพียง 19% และถึงแม้ว่าผู้ผลิตและส่งออกกุ้งทั้งเอกวาดอร์ และอินโดนีเซียที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย แต่อุปสรรคที่สำคัญกว่า คือ “ภาวะขายดีแต่ไม่มีของ” ซึ่งเป็นสาเหตุของการส่งออกลดลง
ทางสมาคมจึงตั้งเป้าให้เร่งเครื่องภาคการผลิตให้ผลิตกุ้ง เพิ่มจาก 2.7 แสนตันในปี 2568 เป็น 4 แสนตันต่อปี ในปี 2569 เพราะสัญญานบวกจากตลาดสหรัฐ และไม่นับรวมสัญญาณบวกจากตลาดส่งออกอื่นที่มีโอกาสเติบโต ทั้งสหภาพยุโรปที่กำลังเจรจาเอฟทีเอกับไทย ตลาดจีน และตลาดญี่ปุ่นซึ่งล้วนแต่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของพรีเมียม
นั่นจึงทำให้ทางสมาคมต้องยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอีกครั้งเมื่อปลายปี 2568 เพื่อกระทุ้งให้กำหนดการแก้ปัญหากุ้งเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมขอรับจัดสรรงบประมาณ 5,400 ล้านบาทมาช่วยดำเนินการใน 11 ยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งเครื่องภาคการผลิตกุ้งให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการส่งออก เพราะมั่นใจว่าตลาดส่งออกยังเติบโต ไม่นับรวมตลาดในประเทศซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
“ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเล็กหรือฟาร์มใหญ่จะต้องปรับตัว ทั้งการป้องกันโรค การบำบัดน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ไปถึงเป้าหมาย 4 แสนตันให้ได้”
พร้อมกันนี้ สมาคมได้เสนอให้เกษตรกรปรับตัวด้าน ESG ด้วยการรับรองมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก เพราะในปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งของไทยที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าวมีไม่ถึง 1% ของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทั้งหมด แต่เทรนด์ความต้องการของทั่วโลกมุ่งสู่เรื่องนี้
เกษตรกรเร่งปรับตัว สร้างระบบพัฒนาการเลี้ยง
ในด้านภาคการผลิต หลายคนอาจจะมองว่า เกษตรกรหยุดเลี้ยงหรือเปลี่ยนอาชีพ แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรได้ถอดบทเรียน และปรับวิธีการเลี้ยงเพื่อคงรักษาอาชีพไว้ ยกตัวอย่าง “กลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร” เป็นหนึ่งตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรที่ปรับสูตรเลี้ยงกุ้งเป็น “ระบบพัฒนา” เพื่อรับมือความเสี่ยงจากโรคกุ้ง ทำให้การเลี้ยงกุ้งให้ผลผลิตดี สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 เคยได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดทำให้ผลผลิตเสียหาย กระทบต่อเกษตรกร กลุ่มฯ จึงได้ปรับวิธีการเลี้ยงเป็นรูปแบบพัฒนา ซึ่งมีแนวทางการดูแลจัดการฟาร์มป้องกันโรค ทำให้กุ้งปลอดภัยและให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิผล สามารถรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ได้ดี
“การจัดการน้ำ การวางระบบกรองน้ำเป็นหัวใจสำคัญ ของระบบพัฒนา ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง ก็จะมีการกำจัดศัตรูกุ้ง เช่น พวกปลา ก่อนปล่อยน้ำลงบ่อเลี้ยง ป้องกันความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพื่อให้ฟาร์มมีความปลอดภัยจากโรคระบาด และสิ่งแปลกปลอมหรือสัตว์อื่นมารบกวนกุ้งในบ่อ ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาชิกที่เลี้ยงกุ้งของกลุ่มสามารถแก้ไขเรื่องโรคระบาดและสัตว์อื่นได้ดี”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 มีสมาชิกทั้งหมด 293 ครัวเรือน โดยมีทั้งเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง และเลี้ยงปลาชนิดอื่น ๆ เช่น ปลากะพง ปลาสลิด ปลานิล ด้วย
“แม้ว่าการเลี้ยงกุ้งจะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคระบาดก็จริง แต่เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งมองว่าการลงทุนระบบกรองน้ำ หรือระบบป้องกันการเลี้ยงนั้น ถือว่ามีความคุ้มค่าทำให้ให้รักษาอาชีพไว้ได้ เพราะความเร็วรอบในการเลี้ยงกุ้งมันเร็วกว่า เช่น ในปีหนึ่งอาจจะทำได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถจำกัดความเสียหายได้ เช่น ถ้าหากกุ้งตายหรือโดนระบาดก็อาจจะเสียหายแค่รอบนี้แล้วลงใหม่” นายสนิทกล่าว
เดินหน้าปักหมุดกุ้งคาร์บอนต่ำ – กุ้งยั่งยืน
นอกจากนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนหนึ่งกำลังปรับตัวไปสู่การเลี้ยงกุ้งยั่งยืน หรือกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ลูกค้าหันมาให้ความสนใจสั่งซื้อมากขึ้น เพราะช่วยสร้างสมดุลการเลี้ยงและดูแลสภาพแวดล้อมไปพร้อมกัน
ทั้งหมดนี้หากทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน เกษตรกร และภาครัฐเลิกบั่นทอนกำลังใจ และหันมาทำความเข้าใจสถานการณ์ปัญหา และประสานความร่วมมือกัน ก็มั่นใจได้เลยว่าเกษตรกรจะสามารถรักษาอาชีพเลี้ยงกุ้ง สร้างรายได้ที่มั่นคง สร้างความยั่นยืน และช่วยสร้างรายได้กลับสู่ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต







