สงครามชายแดนซ้ำเติมไร่อ้อย 'สระแก้ว-สุรินทร์' สอน.ชงงบเยียวยา 13,000 บ./ไร่

สงครามชายแดนซ้ำเติมไร่อ้อย 'สระแก้ว-สุรินทร์' สอน.ชงงบเยียวยา 13,000 บ./ไร่

"สอน." ลุยตรวจสอบพื้นที่ชายแดน "สุรินทร์-สระแก้ว" เผาอ้อยเพื่อตรวจระเบิดก้อนของบฯ เยียวยา เบื้องต้นวางไว้ 1.3 หมื่นบาทต่อไร่

KEY

POINTS

  • เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในจังหวัดชายแดน เช่น สุรินทร์และสระแก้ว ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตัดอ้อยในพื้นที่ได้
  • พื้นที่ในจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 20,000 ไร่ จำเป็นต้องเผาไร่อ้อยเพื่อตรวจสอบและเก็บกู้ระเบิด ส่วนจังหวัดสระแก้วกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบพื้นที่เสียหาย
  • กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อลดความเสียหายที่อาจสูงถึงนับพันล้านบาทหากอ้อยตกค้างในไร่
  • แนวทางการเยียวยาเบื้องต้นอาจอ้างอิงจากมาตรการช่วยเหลือในอดีต คือประมาณ 13,000 บาทต่อไร่

นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ตกต่ำเนื่องจากภาวะเกินดุล (Surplus) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโครงสร้างภายใน เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของเกษตรกร การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น จากค่าปุ๋ยและสารเคมี รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมอย่างปัญหาฝุ่น PM2.5 และสภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้ง 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 230,000 ล้านบาท จากพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ แต่โครงสร้างเกษตรกรไทยกว่า 60% เป็นรายเล็ก ที่มีพื้นที่ปลูกน้อยกว่า 60 ไร่ ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งทุน และนวัตกรรม เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบราซิลหรือออสเตรเลีย

ทั้งนี้ เพื่อข้ามพ้นกับดักดังกล่าว สอน. จึงมอบหมายให้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยเฉพาะทาง ด้านเศรษฐศาสตร์อ้อยและน้ำตาล (ศศน.) ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงผลการดำเนินงานโครงการ “สร้างผู้ประกอบการและนักธุรกิจไร่อ้อยเพื่อให้มีรายได้เพิ่มจากพันธุ์อ้อย และการรับจ้างผลิตอ้อยแบบครบวงจร” เพื่อเปลี่ยนมุมมองของเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการที่มุ่งเน้นผลกำไรและความยั่งยืน 

สำหรับเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เกษตรกรไม่มองว่าตนเองเป็นเพียงรายย่อย แต่คือ หนึ่งในผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจ โดยโครงการได้นำหลักการทางเศรษฐศาสตร์และการจัดการธุรกิจ เช่น SWOT Analysis และ Business Model Canvas (BMC) มาใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนการทำไร่ 

โครงการมุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Productivity) จากค่าเฉลี่ยปัจจุบันที่ 10 ตันต่อไร่ ให้เพิ่มเป็น 11-12 ตันต่อไร่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมในภาพรวม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม โดยในปีผลิต 2567/2568 ตั้งเป้าลดปริมาณอ้อยเผาให้เหลือเพียง 10% หลังจากที่ปีที่ผ่านมาสามารถทำสถิติต่ำสุดที่ 14.86% เพื่อมุ่งสู่การผลิตอ้อยสดสะอาดและลดมลพิษ

สำหรับกรณีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามตามแนวชายแดน เช่น ในจังหวัดสุรินทร์และสระแก้ว ซึ่งไม่สามารถเข้าพื้นที่ตัดอ้อยได้ กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพื่อลดความเสียหายนับพันล้านบาท ที่อาจเกิดขึ้นหากอ้อยตกค้างในไร่ โดยงบประมาณเยียวยาจะต้องรอรัฐบาลใหม่อนุมัติ

"ตอนนี้พื้นที่สุรินทร์มีไร่อ้อยที่ต้องเผาไฟเพื่อตรวจสอบและเก็บกู้ระเบิดราว 2 หมื่นไร่ ส่วนสระแก้วอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าสุรินทร์ โดยเงินเยียวยาที่คาดว่าจะช่วยเหลืออาจจะอิงการช่วยเหลือเช่นเคยมีมาก่อนคือ 13,000 บาทต่อไร่ เป็นต้น"

การปรับโฉมเกษตรกรสู่การเป็น "นักธุรกิจ" ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก แต่คือการปรับฐานคิดให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การทำงานวิจัยเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องนำมิติทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาจับเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างคุ้มทุนและเป็นรูปธรรม โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างวิชาการและการปฏิบัติจริง เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่รุนแรง

การเปลี่ยนเกษตรกรเป็นนักธุรกิจไร่อ้อย เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจาก "คนสวน" ที่คอยลุ้นสภาพอากาศและราคาตลาดไปวัน ๆ ให้กลายเป็น "ผู้จัดการโรงงานเคลื่อนที่" ที่มีการวางแผนการผลิต มีเครื่องมือที่ทันสมัย และบริหารจัดการต้นทุนทุกบาทอย่างแม่นยำ เพื่อให้ทุกไร่อ้อยกลายเป็นแหล่งผลิตกำไรที่ยั่งยืนแม้ในยามมรสุมเศรษฐกิจถล่ม การเดินไปคนเดียวอาจไปได้ไว แต่การรวมกลุ่มเป็นนักธุรกิจที่เข้มแข็งจะทำให้เดินไปได้ไกลและมั่นคงกว่า