'สมอ.' จุดอ่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย เตือน! โครงสร้างเสี่ยงพังเหตุมาตรฐานต่ำ

'สมอ.' จุดอ่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย เตือน! โครงสร้างเสี่ยงพังเหตุมาตรฐานต่ำ

"สมอ." จุดอ่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย วิกฤติเหล็กไม่ได้จบที่ราคา "ผู้เชี่ยวชาญ" เตือน! ภัยโครงสร้างไทย เสี่ยงพังเพราะมาตรฐานต่ำ

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการควบคุมคุณภาพเหล็กเส้นที่ปลายทางอย่างเดียวไม่เพียงพอ เสนอให้ควบคุมตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เตาหลอมแบบ IF หากไม่มีการปรุงน้ำเหล็กที่ดีพอ จะทำให้เหล็กมีสารปนเปื้อนสูงและส่งผลเสียต่อความแข็งแรง
  • มีการวิพากษ์วิจารณ์ "เหล็กเส้นสัญลักษณ์ T" ว่ามีความแข็งไม่สม่ำเสมอ หากนำไปกลึงหรือเชื่อมผิดวิธีอาจสูญเสียความแข็งแรงถึง 60-70% และมีค่าการต้านทานแผ่นดินไหวต่ำกว่ามาตรฐานสากล ทำให้โครงสร้างเปราะและเสี่ยงพังถล่มได้ง่าย
  • มีข้อเสนอให้ยกระดับมาตรฐาน มอก. โดยเพิ่มการทดสอบความล้า สำหรับโครงสร้างที่รับแรงซ้ำๆ เช่น สะพาน และแบ่งเกรดการใช้งาน โดยบังคับให้โครงสร้างสำคัญอย่างตึกสูงและอาคารสาธารณะต้องใช้เหล็กคุณภาพสูงที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ตรวจสอบได้เท่านั้น

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “อุตสาหกรรมเหล็กและมาตรฐานเหล็กเส้น สำหรับงานก่อสร้างไทย : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่สังคมต้องได้รับรู้” เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2569 เพื่อแลกปลี่ยน ความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในงานวิชาชีพวิศวกรรม งานวิชาการ และงานอุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก เพื่อการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของไทย อาทิ นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย, นายพุทธิพงศ์ หะลีห์รัตนวัฒนา สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงชนบท 

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กไทยท่ามกลางมรสุมการค้าโลกว่า อุตสาหกรรมเหล็กกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการกีดกันทางการค้าในหลายภูมิภาค พร้อมเร่งผลักดันผู้ประกอบการไทยใช้จุดแข็งด้านการผลิต "เหล็กคาร์บอนต่ำ" เพื่อสร้างโอกาสในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา

วิกฤติเหล็กจีนทุ่มตลาดและกำแพงภาษีโลก

ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่ออุตสาหกรรมในขณะนี้คือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ของประเทศจีน ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 120 ล้านตัน โดยปริมาณเหล็กมหาศาลนี้บางส่วนเป็นการส่งออกในลักษณะ "ทุ่มตลาด" หรือพยายามหลบเลี่ยงมาตรการภาษี ในขณะที่ไทยนำเข้าเหล็กราว 11 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาสสำคัญสำหรับเหล็กไทย โดยจุดเด่นของการผลิตเหล็กในประเทศไทยคือการใช้ "เตาไฟฟ้า" (Electric Arc Furnace) ทั้งหมด ซึ่งทำให้มีอัตราการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ากระบวนการถลุงแบบเดิมที่ใช้แร่เหล็กและถ่านหินถึง 1 ใน 3 

จุดแข็งนี้กลายเป็น "แต้มต่อ" ที่สำคัญในการรับมือกับมาตรการ CBAM ของยุโรปที่จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยตั้งเป้าหมายมุ่งเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประเทศเหล่านั้นไม่ต้องการผลิตเองเนื่องจากมีผลผลิตต่ำหรือมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งการฟื้นตัวของกำลังผลิต โดยคาดว่าในปีนี้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในประเทศจะขยับขึ้นมาเหนือระดับ 30% หลังจากที่เคยตกต่ำลงในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องการความสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ในการบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน จนกว่าสถานการณ์เหล็กล้นตลาดโลกจะคลี่คลายลง เนื่องจากปัจจุบันยังคงพบการหลบเลี่ยงมาตรการทุ่มตลาดอย่างต่อเนื่อง

"ในวันที่ตลาดโลกเต็มไปด้วยกำแพงภาษีและความต้องการที่ผันผวน เหล็กไทยต้องปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา มาเป็นการแข่งด้วยคุณภาพและรักษ์โลก" นายบัณฑูรย์ กล่าว 

ปฏิรูปมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

จากการประชุมหารือของผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาและวิศวกรรมโครงสร้าง ได้มีการนำเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ข้อเสนอการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กเส้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยและป้องกันเหตุการณ์โครงสร้างพังถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. การควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ ปัญหาของกระบวนการผลิต (Process Control) โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การควบคุมคุณภาพที่ปลายทาง (Output Control) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนตัวอย่างที่สุ่มตรวจมีน้อยและไม่สามารถครอบคลุมปัญหาเชิงลึกได้

ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญ ให้มีการควบคุมที่กระบวนการผลิต (Input & Process Control) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานที่ใช้เตาหลอมแบบ IF (Induction Furnace) ปัจจุบันยังมี 11 โรงงานในไทย ซึ่งเดิมมาตรฐานปี 2559 เปิดกว้างให้ใช้ได้ แต่พบว่ากระบวนการนี้หากไม่มีการควบคุมวัตถุดิบและการปรุงน้ำเหล็ก (Refining) ที่ดีพอ จะทำให้เกิดสารฝังใน (Inclusion) เช่น ฟอสฟอรัสและกำมะถันสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อความแข็งแรงของเหล็ก

อีกทั้ง ความแตกต่างของเทคโนโลยี ด้วยกระบวนการดั้งเดิม มีขั้นตอนการพ่นออกซิเจนและปรุงน้ำเหล็กในตัว ทำให้เหล็กมีความบริสุทธิ์สูงกว่า ในขณะที่กระบวนการ IF อาจมีการ "bypass" หรือข้ามขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็กเพื่อลดต้นทุน

2. ข้อพิพาทเรื่องเหล็ก T (Tempcore) กับความปลอดภัยทางโครงสร้าง ซึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ "เหล็กเส้นสัญลักษณ์ T" ซึ่งผลิตโดยกระบวนการฉีดสเปรย์น้ำเพื่อให้ผิวหน้าแข็งแต่เนื้อในนิ่ม

โดยจุดอ่อนเชิงวิศวกรรมนั้น แม้จะมีราคาถูกกว่า แต่เหล็ก T มีความแข็งไม่สม่ำเสมอ หากนำไปกลึงเพื่อต่อเหล็ก (Coupler) หรือนำไปเชื่อมโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ซับซ้อน (เช่น การอุ่นเหล็กก่อนเชื่อม) กำลังของเหล็กอาจหายไปถึง 60-70%

เหล็ก T มีอัตราส่วนแรงดึงต่ำไม่ผ่านเกณฑ์

ทั้งนี้ นายอมร ชี้ให้เห็นว่าเหล็ก T มีอัตราส่วนแรงดึงต่อแรงดึงต่ำเพียง 1.08 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์การต้านทานแผ่นดินไหวตามมาตรฐานสากล (ที่ต้องการอย่างน้อย 1.25) การที่เหล็กมีแรงคล้าสูงเกินไปแต่มีช่วงห่างจากแรงดึงน้อย จะทำให้โครงสร้างเปราะและขาดได้ง่ายเมื่อเกิดการโยกตัว มีความเสี่ยงแผ่นดินไหว

3. การเพิ่มมาตรฐานการทดสอบความล้า (Fatigue Test) นั้น นายพุทธิพงศ์ และผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้เพิ่มการทดสอบ Fatigue Test ใน มอก. โดยเฉพาะสำหรับโครงสร้างที่รับแรงซ้ำซ้อน เช่น สะพาน

4. แนวทางการแบ่งเกรดการใช้งานตามความสำคัญของโครงสร้าง เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและการผลิต มีข้อเสนอให้แบ่งมาตรฐานเหล็กตามประเภทการก่อสร้าง อาทิ 

  • โครงสร้างสำคัญ เช่น ตึกสูง สะพาน หรืออาคารสาธารณะ ต้องใช้เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้แน่นอน (Non-T) และห้ามใช้กระบวนการ IF ที่ไม่ผ่านการปรุงน้ำเหล็ก
  • โครงสร้างทั่วไป สำหรับบ้านพักอาศัยขนาดเล็ก อาจอนุโลมให้ใช้เหล็กเกรดรองได้ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม

ร้องสมอ.ปรับปรุงมอก.กำกับธรรมาภิบาลผู้ผลิต

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า "ความปลอดภัยไม่ควรถูกประนีประนอมด้วยต้นทุนที่ต่ำลง" โดยเรียกร้องให้ทาง สมอ. เร่งพิจารณาปรับปรุง มอก. ให้สอดคล้องกับหลักวิศวกรรมสากล และต้องไม่มองแค่ผลการทดสอบปลายทาง แต่ต้องกำกับดูแลไปถึง "ธรรมาภิบาลของผู้ผลิต" และกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยในระยะยาว

การควบคุมคุณภาพเหล็กในปัจจุบันเปรียบเสมือนการตรวจวัดความดันคนไข้เพียงอย่างเดียวที่ปลายทางแล้วบอกว่าสุขภาพดี แต่ข้อเสนอใหม่ต้องการให้ตรวจไปถึงพฤติกรรมการกินและพันธุกรรม (กระบวนการผลิต) เพราะเหล็กบางประเภทอาจดูแข็งแรงดีตอนตรวจ (เหมือนคนดูแข็งแรง) 

แต่หากมี "โรคแฝง" อย่างสารปนเปื้อนหรือโครงสร้างภายในที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเจอวิกฤติอย่างแผ่นดินไหวหรือการใช้งานหนัก (เหมือนการวิ่งมาราธอน) เหล็กนั้นอาจ "หัวใจล้มเหลว" หรือพังทลายลงทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน