สัญญาณอันตราย ‘การคลังไทย’ เตือนภาระหนี้พุ่ง-เสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

สัญญาณอันตราย ‘การคลังไทย’ เตือนภาระหนี้พุ่ง-เสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง

นักเศรษฐศาสตร์จุฬา เตือนการคลังไทยใกล้วิกฤติ รัฐบาล และ รมว.คลัง คนต่อไปเจองานสุดท้าทายคาดเครดิตเรตติ้งจ่อหั่นความน่าเชื่อถือการคลังประเทศในปีนี้ หลังสัดส่วนของดอกเบี้ยต่อรายได้ของรัฐแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไม่ให้เกิน 12% และการขาดดุลงบฯ ต่อจีดีพียังสูงเกิน 4%

KEY

POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์จุฬา เตือนการคลังไทยใกล้วิกฤติ รัฐบาล และ รมว.คลังคนต่อไปเจองานสุดท้าทายคาดเครดิตเรตติ้งจ่อหั่นความน่าเชื่อถือการคลังประเทศในปีนี้
  • ชี้ความเสี่ยงการคลังที่มีสัญญาณขัด หลังสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ของรัฐแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไม่ให้เกิน 12% และการขาดดุลงบฯ ต่อจีดีพียังสูงเกิน 4% 
  • ห่วงต้นทุนกู้ยืมรัฐ-เอกชน พุ่ง ชี้รัฐเลี่ยงยากต้องขยับขึ้นภาษี VATเพื่อเพิ่มรายได้
  • แนะใช้โมเดลสิงคโปร์กำหนดการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ชัด เตือนระวังนโยบายสร้างภาระงบฯ ระยะยาว

ภาคการคลังไทยเคยเป็นจุดเด่นที่มีความแข็งแรงเนื่องจากมีระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ที่ระดับ 40% มาโดยตลอด จนกระทั่งเจอวิกฤติโควิดในปี 2563 ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินโดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับวงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อให้ประเทศผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาได้ อย่างไรก็ตามหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นจากระดับ 40% ของจีดีพี มาเป็น 65% ของจีดีพีในปัจจุบัน 

สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นสูงทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ลดน้อยลงจนน่าเป็นห่วงเพราะหากเกิดภาวะวิกฤติขนาดใหญ่ขึ้น สถานะการคลังของไทยจะเพียงพอรองรับวิกฤตินั้นๆ หรือไม่ ขณะที่นโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมาในการเลือกตั้งปี 2569 ยังมีนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินจำนวนมากจำนวนหลายนโยบายซึ่งจะเป็นภาระทางการคลังต่อไปในระยะยาว  

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการคลังของประเทศไทยว่าปัจจุบันเสถียรภาพทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำจะเคยเป็นจุดแข็งของประเทศเพราะมีหนี้สาธารณะต่ำมาก วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน และความเสี่ยงเพราะหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสูงใกล้เพดาน 70%

ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการอธิบายให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) เข้าใจถึงแผนการจัดการรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงใกล้ถึง 70% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลให้ความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายงบประมาณลดน้อยลงอย่างมาก

รัฐจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้พุ่งใกล้ทะลุ 12% 

ขณะนี้ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ สัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐบาลที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 12% เพื่อคงสถานะความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) โดยคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนนี้จะแตะระดับเพดานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อฐานะการคลังและมีโอกาสที่ระยะต่อไปจะโดนปรับลดเครดิตเรตติ้งลงไปได้หลังจากที่มีการปรับมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจของประเทศไทยลงมาสู่ระดับ Negative แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

ขาดดุลการคลังเกิน 3% มากจนเป็นปกติ

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดว่าการคลังไทยมีความเสี่ยงอย่างมากคือ การขาดดุลการคลังของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4-5% ต่อจีดีพี จนกลายเป็นเรื่องปกติของรัฐบาล จากเดิมที่กรอบความยั่งยืนทางการคลังทำไว้  ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะปกติสัดส่วนหนี้ไม่สำหรับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะ S&P Global Ratings  ที่กำลังจับตามองความไม่แน่นอนทางการเมืองและแผนการคลังระยะปานกลางที่ออกมาใหม่ว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินการตามแผนเดิมที่วางไว้ได้หรือไม่ หากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้นทั้งภาครัฐ และเอกชน เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรจะถูกอ้างอิงตามความเสี่ยงของประเทศ​

“สิ่งที่ยากของรัฐมนตรีคลังคนต่อไปก็คือ การที่ต้องอธิบายให้เครดิตเรตติ้งเข้าใจว่าไทยยังรักษาวินัยการคลัง ตามแผนการคลังระยะปานกลาง และต้องอธิบายใน ครม.ที่มีพรรคร่วมฟังด้วยว่าทำไมเราถึงทำนโยบายแจกเงินต่อไปไม่ได้แล้ว”

 

ชี้ทางเลือกขึ้น VAT เลี่ยงยาก 

ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ภาษีของไทยในปัจจุบันนั้นมีเพียงพอสำหรับจ่ายเพียงรายจ่ายประจำเท่านั้น ส่วนงบลงทุนทั้งหมดต้องมาจากการกู้เงิน ดังนั้นรัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องพิจารณาเพิ่มรายได้ผ่านการปรับโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เพราะการขึ้นภาษี VAT เพียง 1% จะช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลเพิ่มขึ้นถึง 70,000-80,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษี VAT มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง และมักทำให้รัฐบาลแพ้เลือกตั้งในสมัยถัดไป

ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่า กรณีของประเทศไทยหากจะมีการปรับขึ้น VAT ควรศึกษาโมเดลจากประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการขึ้นภาษี โดยมีการวางแผนระยะยาว และฉายภาพให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าจะมีมาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยอย่างไร เช่น การวางแผนเยียวยาต่อเนื่อง 5 ปี เพื่อให้คนยากจนได้รับการช่วยเหลือมากกว่าคนรวย และค่อยๆ ปรับขึ้นภาษีเพื่อให้เศรษฐกิจ และประชาชนปรับตัวได้,

ชี้รายจ่ายประจำตัดงบฯ ยาก

อย่างไรก็ตาม บางพรรคการเมืองได้มีการเสนอนโยบายที่จะสร้างรายจ่ายประจำที่ไม่สามารถลดทอนได้ (Rigid Expenditure) เช่น เงินเดือนบุคลากร และสวัสดิการจากการบรรจุข้าราชการเพิ่มเติม ซึ่งรายจ่ายส่วนนี้ในปัจจุบันคิดเป็นถึง 70% ของรายจ่ายรัฐทั้งหมด และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะมีภาระบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น

สำหรับนโยบายประชานิยม และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีการนำเสนอโดยพรรคการเมืองในปัจจุบันพบว่ายังมีนโยบายประเภทลด แลก แจก แถม หรือประชานิยมว่า แม้จะเป็นนโยบายที่ประชาชนชื่นชอบ แต่ต้องไม่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว รัฐบาลควรมีเงื่อนไขที่สร้างผลประโยชน์ต่อเนื่อง เช่น นโยบายคนละครึ่งที่ต้องผลักดันให้ร้านค้านอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง และขอให้ประชาชนพิจารณานโยบายต่างๆ อย่างทะลุปรุโปร่งว่าที่มาของเงินนั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ และส่งเสริมผลิตภาพของประเทศในระยะยาวได้จริงหรือไม่ มากกว่าแค่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์