ศึกชิงลงทุน ‘ชิป’ อาเซียนเดือด 'ไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม’ เร่งอัดแพ็กเกจ

“อาเซียน” แข่งดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ ล่าสุดไทยเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติครั้งแรก ดันชิปเมดอินไทยแลนด์ ภายในปี 2050 ดึงลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- ไทยผลักดันร่าง “โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2050” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมชูกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ เช่น เงินสนับสนุน และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
- เวียดนามประกาศยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติถึงปี 2050 โดยระยะแรก (ถึงปี 2030) ตั้งเป้าดึงดูด FDI และตั้งบริษัทออกแบบชิปอย่างน้อย 100 แห่ง พร้อมออกมาตรการจูงใจด้านภาษี และที่ดินเพื่อสนับสนุนการลงทุน
- มาเลเซียเดินหน้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงภายใต้ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติปี 2024 โดยรัฐบาลจะเพิ่มการสนับสนุนเป็นสองเท่าผ่านการจัดตั้งกองทุนใหม่ๆ หลายกองทุน เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศ และสนับสนุนการวิจัย และพัฒนาในอุตสาหกรรม
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ AI อุตสาหกรรม “เซมิคอนดักเตอร์” เป็นเป้าหมายที่หลายประเทศเร่งดึงการลงทุน โดยเฉพาะในอาเซียนทั้งเวียดนาม และมาเลเซีย
ล่าสุดไทยขยับตัวครั้งสำคัญผลักดันร่างแรกของ “โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2050” เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี กับเป้าหมายเปลี่ยนโฉมไทยจาก “ผู้รับจ้างประกอบ” สู่การเป็น “เจ้าของเทคโนโลยี” ภายใต้แนวคิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์”
คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) วันที่ 7 ม.ค.2569 มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณา “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่จัดทำมาตั้งแต่เดือน เม.ย.2568
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษา และจัดทำร่างยุทธศาสตร์ที่ศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ และผ่านการประชาพิจารณ์ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้วเมื่อเดือนต.ค.2568
สำหรับการศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศในภูมิภาคทั้งสิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงคู่แข่งอย่างเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ช่วงเริ่มต้น แต่ไทยยังมีโอกาสพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโต และแข่งขันได้
ทั้งนี้ ควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซนเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์
ตั้งเป้าดึงเงินทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ร่างยุทธศาสตร์ฯ กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips)
ทั้งนี้ ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ใน 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ.2026-2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร
สำหรับระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบ และทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในไทยควบคู่การเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
ชูกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านดึงลงทุนระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุน และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตร และความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง
รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า
มูลค่าชิปทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ปี 2030
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีบทบาท และมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต
อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำคือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน
“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว"
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ลงทุน 7 ปีกว่า 1.17 ล้านล้าน
นอกจากนี้ ช่วงปี 2561 - เดือนพ.ย.2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์มี 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบ และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
รวมทั้งที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐ
บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน
‘เวียดนาม’ เร่งดึงลงทุน วางโรดแมปถึง 2050
“เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศที่เดินเกมเชิงนโยบายชัดเจนที่สุด หลังรัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติเมื่อปี 2024 พร้อมโรดแมประยะยาวถึงปี 2050 เพื่อขยับบทบาทจากฐานการผลิตปลายน้ำ ไปสู่ผู้เล่นสำคัญในซัพพลายเชนโลก
นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ อนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เมื่อปี 2024 โดยใช้กรอบแนวคิด C = “SET + 1” โดย C หมายถึงชิป (Chips), S หมายถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialization) หรือชิปเฉพาะทาง, E หมายถึงอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics), T หมายถึงการพัฒนาบุคลากร (Talent) และ +1 คือ เป้าหมายการเป็นห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
เวียดนามจะใช้จุดแข็งด้านทำเลทางภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพแรงงาน เพื่อขยายบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ในเชิงลึกขึ้น และผลักดันให้ขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลกภายในปี 2050 โดยยุทธศาสตร์ฯ นี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 ปี 2024-2030 จะดึง FDI แบบคัดเลือก ตั้งบริษัทออกแบบชิปอย่างน้อย 100 แห่ง โรงงานผลิตขนาดเล็ก 1 แห่ง และโรงงานบรรจุภัณฑ์ และทดสอบชิป 10 แห่ง ก่อนจะเพิ่มจำนวนบริษัท และโรงงานเหล่านี้
ระยะที่ 2 ปี 2030-2040 เป็นระยะของการพึ่งพาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
ระยะที่ 3 ปี 2040-2050 ผลักดันเวียดนามสู่กลุ่มผู้นำด้านการวิจัย และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยจัดตั้งบริษัทออกแบบ 300 แห่ง โรงงานผลิต 3 แห่ง และโรงงาน OSAT 20 แห่ง โดยมีเป้าหมายรายได้มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
บริษัทข้ามชาติหนุนเวียดนามโต
บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์อาเซียน บรีฟฟิง ระบุว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของยุทธศาสตร์เวียดนาม มาจากเงินลงทุนของบริษัทชิปข้ามชาติ หลังการยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างเวียดนามกับสหรัฐเมื่อเดือนก.ย.2023
นำโดยบริษัท “อินเทล” (Intel) ที่ดำเนินโรงงานประกอบ และทดสอบชิปขนาดใหญ่ในนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการดำเนินงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัททั่วโลก และบริษัท “แอมคอร์ เทคโนโลยี” (Amkor Technology) ที่ลงทุนมากกว่า 1.07 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ชิปในจังหวัดบั๊กนิญ
ทั้งนี้ เวียดนามพยายามเชื่อมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ากับภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลาด EV นำโดย “วินฟาสต์” ช่วยหนุนความต้องการชิปด้านแบตเตอรี่ และอิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ก่อนหน้านี้ในปลายปี 2024 รัฐบาลเวียดนาม ลงนามความร่วมมือด้านเอไอกับ “อินวิเดีย” เพื่อจัดตั้งศูนย์วิจัย และศูนย์ข้อมูล AI รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ VinBrain ซึ่งสะท้อนบทบาทเวียดนามในแอปพลิเคชันชิปที่ผสาน AI
อย่างไรก็ตาม การเร่งดึงดูดการลงทุนยังมาพร้อมความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยเวียดนามมีวิศวกรด้านเซมิคอนดักเตอร์เพียง 6,000 คน แม้ตั้งเป้าฝึกอบรม 5 หมื่นคน ภายในปี 2030 และ 1 แสนคนภายในปี 2040 แต่ความต้องการแรงงานด้าน IT และดิจิทัลสูงถึง 1.5 แสนคนต่อปี ขณะที่อุปทานรองรับได้เพียง 40-50% นอกจากนี้ เสถียรภาพด้านพลังงานยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการผลิตขั้นสูง
คลอดมาตรการภาษีจูงใจลงทุน
ทั้งนี้ เมื่อเดือนธ.ค.2568 เวียดนามประกาศมาตรการจูงใจด้านภาษี และที่ดินครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของเวียดนามได้ออกประกาศสำคัญ 6 ฉบับ เกี่ยวกับกิจกรรมด้านการนำเข้า การผลิต มาตรการจูงใจการลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในสาขาเทคโนโลยีดิจิทัล
รวมถึงเสนอให้สมัชชาแห่งชาติพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ 5 ฉบับ อาทิ กฎหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล, การแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา, กฎหมายการถ่ายทอดเทคโนโลยี, กฎหมายเทคโนโลยีขั้นสูง และกฎหมายปัญญาประดิษฐ์
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจริง (disbursed FDI) ทั้งปีอยู่ที่ 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีสิงคโปร์เป็นประเทศที่ลงทุนอันดับ 1 สัดส่วน 27.9% ตามมาด้วยจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสวีเดน
‘มาเลเซีย’ มุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
มาเลเซียเป็นอีกประเทศสำคัญในสมรภูมิการแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน ภายใต้โรดแมปเอไอแห่งชาติปี 2021-2025 และยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติที่ออกมาในปี 2024 เว็บไซต์เอเชียโซไซตี รายงานว่านับตั้งแต่เผยแพร่โรดแมปดังกล่าว มาเลเซียขยับอันดับจากที่ 28 ขึ้นมาอยู่ที่ 24 ในดัชนี Government AI Readiness Index เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้นในกลุ่มอาเซียน
มาเลเซียกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และภาคดิจิทัล ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวในสุนทรพจน์ระหว่างการเสนอร่างงบประมาณปี 2026 ว่า รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นการเสริมแกร่งในภาคเศรษฐกิจที่มีการเติบโตสูง ด้วยการผลักดันภาคยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2026 จะท้าทายมากขึ้น แต่รัฐบาลยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพได้ ผ่านยุทธศาสตร์ที่มุ่งเป้า และมีการประสานงานอย่างเป็นระบบ สำหรับการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูง รัฐบาลจะเพิ่มการสนับสนุนเป็นสองเท่า ผ่านกองทุนใหม่ และโครงการร่วมลงทุนต่างๆ
ตั้งกองทุนสนับสนุนระบบนิเวศ
ตัวอย่างเช่น กองทุน Strategic Co-Investment Fund มูลค่า 200 ล้านริงกิต จะให้เงินร่วมลงทุนแบบ matching แก่ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม และบริษัทขนาดกลาง ผ่านแพลตฟอร์ม Equity Crowdfunding และ P2P
ขณะที่กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้ NIMP มูลค่า 180 ล้านริงกิต จะสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูง เช่น ยา เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล และความยั่งยืน
ด้านกองทุนแห่งชาติคาห์ซานาห์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จะร่วมลงทุน 550 ล้านริงกิต เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซีย และยกระดับความร่วมมือระหว่างบริษัทท้องถิ่นกับบริษัทข้ามชาติ
ส่วนธนาคารของรัฐ BPMB จะจัดสรรเงินทุน 500 ล้านริงกิต เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพิ่มมูลค่า และการวิจัย และพัฒนา โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ และไฟฟ้า ภายใต้ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (NSS)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







