นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอชี้ 4 เดือนแรก “ภาษีทรัมป์” ยังไม่ฉุดส่งออกสหรัฐฯ แต่สัญญาณเสี่ยงเริ่มชัด ห่วงโดนภาษีเฉพาะสินค้า–สินค้าสวมสิทธิ

นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอชี้ 4 เดือนแรก “ภาษีทรัมป์” ยังไม่ฉุดส่งออกสหรัฐฯ แต่สัญญาณเสี่ยงเริ่มชัด ห่วงโดนภาษีเฉพาะสินค้า–สินค้าสวมสิทธิ

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผย 4 เดือนแรกหลังประกาศภาษีสหรัฐ พบ ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์  เตือนความเสี่ยงจากมาตรการ “ภาษีเฉพาะสินค้า-ภาษีสินค้าสวมสิทธิ” ที่อาจกระทบไทยรุนแรงขึ้น แนะรัฐเร่งเจรจาปิดเกมสินค้าสวมสิทธิ หาแต้มต่อทางการค้า เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ

นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์สถานการณ์ในบทความ “ผ่านบทความเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับเกมภาษีทรัมป์ มีความเสี่ยงใดรอเราอยู่ในปี 2026 ?”ว่า หลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในเดือนส.ค. 2568 ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้ามีความแตกต่างกัน หลายประเทศอย่างจีนและเยอรมนีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่เวียดนามและไทยกลับขยายตัว

สำหรับไทย การส่งออกไปสหรัฐฯ ในช่วงเดือนส.ค.–พ.ย 2568 ขยายตัวถึง 29.59% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หลัก ๆ มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีและมีอุปสงค์เพิ่มขึ้นจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ อาทิ คอมพิวเตอร์พกพา เติบโตเกือบ 13.8 เท่า ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์เติบโต 2.4 เท่า และอุปกรณ์เครือข่ายเติบโต 2 เท่า โดยทั้งสามกลุ่มมีสัดส่วนรวมราว 25% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568

อย่างไรก็ดี หลังเดือนส.ค. สินค้าส่งออกสำคัญบางรายการเริ่มชะลอตัวลงชัดเจน กลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์หดตัว 17% แม้ยังได้รับการยกเว้นภาษี ขณะที่เครื่องประดับบางรายการหดตัวราว 13% นอกจากนี้ สินค้าที่ถูกกระทบจากมาตรการภาษีอื่นก่อนหน้า อาทิ ส่วนประกอบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสูงถึง 375–972% ตั้งแต่เดือนเม.ย.2568 ทำให้การส่งออกลดลงกว่า 60% ในช่วง 7 เดือนแรก และหลังประกาศภาษีตอบโต้ยังลดลงอีกราว 20% รวมถึงยางรถยนต์ที่ถูกเก็บภาษี 25% ภายใต้มาตรการภาษีเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ ส่งผลให้การส่งออกลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอชี้ 4 เดือนแรก “ภาษีทรัมป์” ยังไม่ฉุดส่งออกสหรัฐฯ แต่สัญญาณเสี่ยงเริ่มชัด ห่วงโดนภาษีเฉพาะสินค้า–สินค้าสวมสิทธิ

"ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขยายมาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตามมาตรา 232 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลาง–ใหญ่และชิ้นส่วน ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 7 พันล้านบาท หรือประมาณ 10% ของการส่งออกทั้งหมด รวมถึงสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีส่วนประกอบเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งอาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% "นายศุภณัฎฐ์ กล่าว

นายศุภณัฎฐ์ กล่าวว่า สำหรับปี 2569 ยังมี 2 ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความเป็นไปได้ที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ จะถูกนำเข้าสู่การเก็บภาษีเฉพาะสินค้า และความเสี่ยงจากมาตรการภาษี “สินค้าสวมสิทธิ” ที่อาจถูกเรียกเก็บสูงถึง 40% โดยไทยถูกเพ่งเล็งมากขึ้นจากการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับการส่งออกไปสหรัฐฯ แม้ในเชิงข้อเท็จจริง สินค้าส่งออกหลักของไทยจะไม่ได้เป็นเพียงการส่งผ่านจากจีนก็ตาม ซึ่งผลกระทบจากมาตรการภาษีสินค้าสวมสิทธิจึงขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของนิยามที่สหรัฐฯ ใช้ หากนับว่าสินค้าที่มีสัดส่วนการผลิตในไทยต่ำกว่า 60% ของมูลค่าการผลิตเป็นสินค้าสวมสิทธิ ก็อาจกระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของไทยในวงกว้าง

ในส่วนของกรอบข้อตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ แม้หากบรรลุข้อตกลงจะช่วยลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ในสินค้ากว่า 1,900 รายการ แต่ผลเชิงบวกต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากมูลค่าสินค้าที่เข้าข่ายได้รับสิทธิยกเว้นภาษีคิดเป็นไม่ถึง 3% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ไทยอาจต้องเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ตามเงื่อนไขการเจรจา

นายศุภณัฎฐ์ กล่าวว่า ในการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐฯ รัฐบาลควรเตรียมแนวทางต่อรองประเด็นสินค้าสวมสิทธิกับสหรัฐฯ โดยเสนอให้มุ่งเป้าไปที่สินค้าที่มีการดัดแปลงในไทยเพียงเล็กน้อยก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ หรือในกรณีที่สหรัฐฯ ต้องการใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า ก็ควรร่วมกับอาเซียนผลักดันให้สหรัฐฯยอมนับมูลค่าเพิ่มในภูมิภาคเป็นแหล่งกำเนิดเดียว (ASEAN regional content) ซึ่งจะช่วยผลกระทบจากมาตรการภาษีสวมสิทธิได้ ส่วนการหาแต้มต่อทางการค้าเพิ่ม

โดยเจรจาขอยกเว้นภาษีนำเข้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ สามารถขยายกรอบการต่อรองได้มากกว่ารายการสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต โดยอาจเสนอขอลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้ข้าวโพดและส่วนผสมสำคัญจากสหรัฐฯ

 นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นโอกาสในการปฏิรูป ตัวอย่างเช่น การทยอยลดโควตานำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อแลกกับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้ไทย ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อให้แข่งขันได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกีดกันทางการค้าแบบเดิม หรือการตกลงเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการ โดยการผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติให้สามารถถือครองได้เกิน 50 %ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่และลดการผูกขาดในตลาดภายในประเทศ