ยุบสภา -ชายแดนเดือด  ฉุดดัขนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ยุบสภา -ชายแดนเดือด  ฉุดดัขนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ธ.ค.ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 51.9 ครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเหตุผู้บริโภคกังวลยุบสภา ปะทะชายแดนไทย- กัมพูชา หวังเลือกตั้งพยุงเศรษฐกิจไตรมาสแรก จี้พรรคการเมือง หาเสียงเลือกตั้งชูนโยบายดันเศรษฐกิจโตเกิน 3%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย  เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค. 2568 ว่า  ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.2 เป็น 51.9 ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน และค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่น 

ดัชนีเขื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงเห็นชัดเจนว่าทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย สะท้อนจากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ธ.ค.ที่ลดลงครั้งแรกในรอบ4 เดือน

สาเหตุหลักเกิดจาก1.มีการยุบสภาส่งผลกระทบต่อสเถียรภาพทางการเมือง ฉุดให้ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เดือนธ.ค.2568 ลดลงมาอยู่ที่ 50.6 เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 55.8 หรือลดลงกว่า5 จุด ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ4เดือน 2.การสู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ประทุขึ้นมาอีกครั้ง และ3.มาตรการคนละครึ่งสิ้นสุดทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจไม่มั่นใจเศรษฐกิจในอนาคต อาจเริ่มชะลอการบริโภค ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไตรมาส1ปีนี้ฟื้นช้าหรือชะลอลง 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวโดดเด่น โดยประเมินว่าจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่ โดยดัชนีท่องเที่ยวสวนทางความเชื่อมั่นรวมท่ามกลางดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจรวมที่ยังต่ำกว่าระดับ 50 (ค่ากลาง) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นในหมวดท่องเที่ยวกลับปรับตัวดีขึ้นเกินระดับ 50 ในหลายภูมิภาค 

โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคเหนือ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีนที่เข้าสู่เชียงใหม่และเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญ และข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วง High Season จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 3 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.และพ.ย.ที่ค่าเฉลี่ยยังไม่ถึง 3 ล้านคน 

“ช่วงที่มีคนละครึ่งพลัส เศรษฐกิจเริ่มผงกหัวขึ้น แต่กลับถูกบั่นทอนด้วยการยุบสภา และการปะทะกันกับกัมพูชา รวมถึงเดือนธ.ค.68 นักท่องเที่ยวต่างชาติยังมาเที่ยวไทยน้อยกว่าช่วงปกติ อีกทั้งค่าเงินบาทยังผันผวนมาก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคไม่มั่นใจเศรษฐกิจ อาจเริ่มชะลอการใช้จ่าย และจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปีนี้ฟื้นช้า หรือชะลอลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ไตรมาส 1 การบริโภคประชาชน และการใช้จ่ายของรัฐบาล จึงไม่ใช่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะยังไม่แน่ว่าจะได้รัฐบาลใหม่หรือไม่ และจะผ่านพ.ร.บ.งบประมาณ และเบิกจ่ายได้ตามปกติหรือไม่ แต่จุดสำคัญที่คาดหวังคือ การท่องเที่ยว และการส่งออก ที่แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณทรุดตัวรุนแรง น่าจะประคองสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ ยังต้องจับดูว่า เม็ดเงินจากกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้ง ที่คาดจะมีราว 40,000-60,000 ล้านบาท จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไตรมาส 1 ได้หรือไม่ แต่ศูนย์พยากรณ์ฯคาดการณ์ เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ราวๆ 1.6% 

อย่างไรก็ตาม หลายสำนักพยากรณ์ รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ยกธงขาวกับเศรษฐกิจไทย โดยธปท.ระบุว่า เศรษฐกิจไทยขาดแรงขับเคลื่อน และยังมองไม่เห็นแนวทางพลิกฟื้นได้ ที่สำคัญในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะโตได้ต่ำกว่า  3%  ดังนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ อยากให้บอกประชาชนถึงนโยบายเศรษฐกิจ หรือนวทางที่จะนำมาใช้ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในอีก 3 ปีข้างหน้าเติบโตได้เกินกว่า 3% 

ทั้งนี้รัฐบาลหลังเลือกตั้งควรเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากจะใช้มาตรการเงินโอนไม่ควรเกินวงเงิน 40,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบกับภาระงบประมาณ ดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ เร่งการท่องเที่ยว ประคองการส่งออก ดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหลุด 31 บาท/เหรียญสหรัฐฯ เติมเงินกู้ให้เอสเอ็มอี เร่งจัดตั้งรัฐบาลเพื่อใช้งบให้ทันเดือนต.ค.69  รวมทั้งดูแลราคาสินค้าเกษตรและเร่งส่งออก เพื่อเพิ่มกำลังซื้อเกษตรกร เชื่อว่า จะทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกจะผงกหัวขึ้นได้แน่นอน ขณะที่ผู้ประกอบการ ก็ต้องดูแลต้นทุน ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพื่อไม่ให้ขาดทุนด้วย