นักวิชาการชี้ผลกระทบจากประชานิยม คนชั้นกลางจ่อจ่ายภาษีเพิ่ม - เครดิตเรตติ้งเสี่ยงถูกปรับลดสู่ Junk Bond

นักวิชาการชี้ผลกระทบจากประชานิยม คนชั้นกลางจ่อจ่ายภาษีเพิ่ม - เครดิตเรตติ้งเสี่ยงถูกปรับลดสู่ Junk Bond

นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือน "ประชานิยม" วันนี้คือภาระภาษีคนชั้นกลางในวันหน้า เลี่ยยากที่จะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ชี้สถานะการคลังไทยเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตสู่ Junk Bond ได้ในอนาคตหลังการขาดดุลการคลังเกิน 4-5% ต่อจีดีพีจนเป็นเรื่องปกติ

KEY

POINTS

  • นักวิชาการเตือนว่านโยบายประชานิยมระยะสั้นที่พรรคการเมืองใช้หาเสียง กำลังสร้างกับดักทางการคลังและภาระหนี้สินให้ประเทศในระยะยาว
  • คนชั้นกลาง โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน เป็นกลุ่มหลักที่จะต้องแบกรับภาระหนี้สินผ่านการจ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากรัฐสามารถติดตามรายได้ได้ง่าย
  • สถานะการคลังของประเทศน่าเป็นห่วงจากรายได้ภาษีต่อ GDP ที่ลดลง สวนทางกับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ “เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่าปัจจุบันสถานการณ์การคลังของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเป็นผลมาจากการใช้โยบายประชานิยมระยะสั้นที่พรรคการเมืองมักนำมาใช้หาเสียง ซึ่งจะกลายเป็นกับดักการคลังที่จะย้อนกลับมาสร้างภาระภาษีให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นคนชั้นกลางที่ต้องเป็นผู้แบกรับหนี้สินเหล่านี้ในอนาคต

ดร.อธิภัทร กล่าวว่านักการเมืองไทยมีความเชี่ยวชาญในการคิดนโยบายระยะสั้น เช่น รถคันแรก Digital Wallet หรือคนละครึ่ง ซึ่งแม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีในระยะเวลาหนึ่ง แต่กลับไม่ส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ได้ช่วยสร้างทักษะใหม่ให้แรงงาน หรือดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีอย่างยั่งยืน นโยบายการแจกเงินหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่เห็นกันในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือการดึงเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ชี้กับดักการคลังจากมาตรการระยะสั้น 

มาตรการเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินดิจิทัล ที่ถูกใส่ไว้ในงบลงทุนฯ มาตรการคนละครึ่ง หรือการลดหย่อนแบบช็อปดีมีคืนเป็นกับดักมาตรการระยะสั้น ทั้งที่เงินเหล่านั้นก็คือภาษีของพวกเราทั้งนั้น เพราะการแจกเงินไม่ได้สร้างทักษะ แต่บ่อนทำลายวินัยการเงิน ไม่ได้กระตุ้นร้านค้าให้เข้าระบบภาษีมากขึ้น เห็นได้จากการทำนโยบายนี้มาหลายครั้งแต่จำนวนร้านค้าในระบบภาษีไม่เพิ่มขึ้น โดยนโยบายลักษณะนี้เริ่มกลายเป็น สูตรสำเร็จทางการเมือง และทำให้สังคมเสพติดกับดักกระตุ้นระยะสั้นมากขึ้น

“เงินที่เขาแจกเราวันนี้ คือภาระของพวกเราในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนชั้นกลาง เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รัฐบาลสามารถมอนิเตอร์รายได้ได้ง่ายที่สุด เช่น กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ทำให้เมื่อถึงเวลาที่รัฐต้องหาเงินมาล้างหนี้หรือชดเชยงบประมาณ ภาระภาษีจะถูกผลักมาที่คนกลุ่มนี้อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้จากข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี พบว่า รายได้ภาษีของไทยลดลงอย่างน่าใจหายจาก 17% เหลือเพียง 14% ต่อ GDP เนื่องจากการใช้นโยบายลดแลกแจกแถมทางภาษี (Policy Gap) จนประชาชนเกิดความชินชาและคาดหวังมาตรการลดหย่อนใหม่ ๆ

ห่วงถูกลดเครดิตเสี่ยงภาวะ "Junk Bond"

ในขณะเดียวกัน ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 11% ของรายได้สุทธิ และ คาดว่าจะแตะระดับ 12% ในปีหน้า ซึ่งระดับ 12% นี้ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) สำคัญหากไทยก้าวข้ามจุดนี้ไปโดยไม่มีปัจจัยบวกอื่นมาชดเชย พันธบัตรของประเทศไทยเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงจนกลายเป็น "Junk Bond" ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มสูงขึ้นทันที

โดยปัจจุบันวันนี้เรากำลังจ่ายราคาของการละเลยวินัยการคลังระยะยาว โดยการขาดดุลการคลังในระดับ 4-5% ต่อ GDP ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศมาโดยตลอด

สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลชุดต่อไปจะมีความยากลำบากมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากมีการขยับเพดานหนี้ขึ้นมาถึง 70% แล้ว ทำให้มีภาระดอกเบี้ยตามมามหาศาล

ในขั้นแรกประชาชนจึงควรร่วมกันจับตาดูการยื่นที่มาของงบประมาณ" ของพรรคการเมืองต่อ กกต.ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าพรรคใดกำลังขายฝัน และพรรคใดที่มีนโยบายแบบรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศจริงๆ ซึ่งที่มาของเม็ดเงินในการทำงบประมาณต่างๆถือว่าสำคัญมาก