นักวิชาการ-เอกชน ห่วง ‘ประชานิยม‘ สร้างภาระการคลัง-ฉุดศก.ประเทศ

นักวิชาการ-เอกชน ห่วง ‘ประชานิยม‘ สร้างภาระการคลัง-ฉุดศก.ประเทศ

“TDRI” เปิดเวทีถอดบทเรียน “เขาแจกแต่เราจ่าย” ระดมความเห็นเอกชน – นักวิชาการ เตือนนโยบายประชานิยมกำลังเป็นกับดักการคลัง ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • “TDRI” เปิดเวทีถอดบทเรียน “เขาแจกแต่เราจ่าย” ระดมความเห็นเอกชน – นักวิชาการ
  • เตือนนโยบายประชานิยมกำลังเป็นกับดักการคลัง ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้งในปีนี้
  • แนะรัฐบาลใหม่ต้องเลิกแข่งแจกเงินหันปฏิรูปโครงสร้างจริงจัง
  •  หนุนนโยบายสร้างงาน สร้างรายได้ และวางสวัสดิการอย่างยั่งยืน ใช้ AI ข้อมูลจับทุจริต

วานนี้ (7 ม.ค.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดเสวนาเวทีสาธารณะหัวข้อ “เขาแจกแต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” นโยบายที่ประเทศต้องการและรัฐบาลใหม่ควรทำ เพื่อนำเสนอนโยบายที่พรรคการเมืองควรทำในเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศทั้งในระยะสั้นภายใน 1 ปี และระยะยาวในระยะ 4 ปี ซึ่งเป็นข้อเสนอให้พรรคการเมืองลด ละนโยบายประชานิยม โดยในเวทีสาธารณะหัวข้อ “เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” เป็นการระดมความเห็นจากภาคเอกชน และนักวิชาการ เกี่ยวกับนโยบายเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่จะสร้างภาระการคลังให้กับประเทศ ลดทอนเสถียรทางการคลัง และความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีความเห็นที่น่าสนใจดังนี้

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่านโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองมักใช้เงินจากสองแหล่งคือ งบประมาณแผ่นดินและเงินกู้ ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นหนี้ของประเทศที่ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระผ่านการจ่ายภาษีที่มากขึ้น  ถ้าย้อนดูนโยบายการเลือกตั้งเมื่อ 3 - 5 ครั้ง สุดท้ายออกมาทำได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หรือพอทำก็กลายเป็นประเด็นปัญหาตามมามากทั้งจำนำ ประกันราคา สุดท้ายก็ เป็นปัญหาต่อเนื่อง 

ดังนั้นการเมืองควรเปลี่ยนจากประชานิยมที่เน้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างนโยบายที่สร้างงาน สร้างรายได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะเป็นทางรอดของประเทศมากกว่าในระยะยาว

เอกชนห่วงกับดักนโยบาย

ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ชี้ว่านโยบายประชานิยมต่างๆสุดท้ายกำลังกลายเป็น กับดักของประเทศที่ทำลายความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความเชื่อถือ (Credit Rating) เริ่มปรับลดมุมมองต่อประเทศไทยลดลง เนื่องจากเห็นภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอนโยบายที่ทำให้เอกชนขาดความสามารถในการแข่งขันเช่นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจีดีพีโตได้ยาก 

“นโยบายการขึ้นค่าแรง การเมืองเคยมีการหาเสียงหลายพรรค แต่ท่านไม่ได้เป็นคนจ่ายแต่ให้เป็นภาระของผู้อื่น แต่ตอนนี้ดีขึ้นครับบรรยากาศทุกคนบอกว่าจะไม่เอาละ จะให้ไปตามกลไกซึ่ง การแจกมันต้องมีศิลปะไม่ใช่แจกแล้วมัน ไม่เกิดสร้างสรรค์แจกแล้วกลายเป็นโทษในระยะยาว มันใช้ไม่ได้ ถ้าทุกคนรอแต่รับแจกก็ไม่มีการพัฒนา Productivity ให้มีคุณภาพเลย”

ไทยเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง

ศ.ดร อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าปัจจุบันสถานะการคลังของไทยน่าห่วงมาก รายได้ภาษีของไทยลดลงจาก 17% เหลือเพียง 14% ต่อ GDP ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายปัจจุบันอยู่ที่ 11% ของรายได้สุทธิ ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานความน่าเชื่อถือที่ 12% หากไทยยังคงขาดดุลในระดับ 4-5% ต่อ GDP ต่อไปจนเป็นเรื่องปกติเช่นนี้ อาจส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) ในอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากในการทำงานของรัฐบาลชุดต่อไปเพราะมีความเสี่ยงที่เครดิตเรตติ้งจะมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยได้ภายในปีนี้ ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

ชี้การคลังไทยเปราะบาง

นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่านโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองเปรียบได้กับการให้สเตียรอยด์ ซึ่งจะได้ผลแค่ระยะสั้นชั่วคราว และเป็นการทับถมกลุ่มคนเปราะบางให้ติดอยู่ในหลุมความยากจนแทนที่จะฉุดขึ้นมา และประเทศจะขาดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่ไม่คาดคิด (Shock) เช่น ภัยพิบัติหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซียมีแนวโน้มที่ดีกว่า นอกจากนั้นเศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่บนความเปราะบางเนื่องจากว่า 65% ของ GDP ไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการเพียง 1% ในขณะที่อีก 99% ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องพึ่งพามาตรการสนับสนุน ขณะที่โครงสร้างประชาชกรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรสร้างรายได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญจะเก็บรายได้เพิ่มขึ้นได้ยาก   ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% ซึ่งสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้การขยายฐานภาษีทำได้ยากเช่นกัน  

“เมื่อหนี้สาธารณะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตหากเกิดปัญหาช็อก ความสามารถในการรับมือไม่ว่าจะเป็นระบบโลก ระบบประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ climate change โอกาสที่จะเจอภาวะช็อก โดยที่เราไม่มีทรัพยากรเหลือในการสู้หรือรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นมันแปลว่าถ้าประเทศเราอยู่ ระหว่างขาลงแต่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อยู่ระหว่างขาขึ้น positive outlook เขา จะมีความสามารถในการเผชิญกับวิกฤต และการกระเพื่อมของระบบการค้า และเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า”

แนะสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน

ขณะที่ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าวว่านโยบายที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่าง “สวัสดิการ” และ “ประชานิยม” โดยระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนต้องคิดทั้งแพ็กเกจรวมถึงแหล่งที่มาของเงินต้องมีการอธิบายได้อย่างชัดเจน โดยการจะทำระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน สังคมต้องยอมรับการจ่ายภาษีที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับความเท่าเทียม แต่สังคมไทยอาจยังไม่พร้อมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมมากพอที่จะยอมจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น

ส่วนเรื่องวินัยการเงินการคลังและการตรวจสอบความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำเพื่อให้การคลังของประเทศดีขึ้น ส่วนการทำประชานิยมที่เป็นการแจกที่มีประสิทธิภาพคือต้องสร้างผลผลิต (Productive) เช่น การสร้างทักษะ ผ่านคูปองเพิ่มทักษะ เพราะเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นทักษะที่ติดตัวประชาชนไปในระยะยาว

ขณะที่ รศ.ดร. ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) กล่าวเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส โดยเสนอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูล (Open Data) เพื่อป้องกันการคอร์รัปชันในโครงการรัฐ ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ แม้พรรคการเมืองหลายพรรคจะเริ่มประกาศนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยปัจจุบันมีการพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, Blockchain และ Big Data, แต่ท่านมองว่านโยบายเหล่านี้เป็นเพียงการพูดถึง “ปลายทาง” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง AI จะฉลาดไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูลให้มันอ่านหรือนำไปวิเคราะห์ต่อ

เรียกร้องเปิดเผยข้อมูลลดคอร์รัปชัน

ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชันโดยอ้างอิงมาตรฐานสากลจากการใช้ Open Data Charter โดยเน้นที่การเชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐานสากลกำหนดให้มีชุดข้อมูลอย่างน้อย 30 ชุด แต่จากการวิจัยพบว่าประเทศไทยควรเปิดเผยและเชื่อมโยง 25 ชุดข้อมูลสำคัญ อย่างเป็นมาตรฐาน โดยหากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั้ง 25 ชุดนี้เข้าด้วยกันได้ จะทำให้การใช้ AI หรือ Blockchain ในการตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง