วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เกษตรฯ หนุน ทำเนย ชีส หลังเกษตรกรเทนมทิ้ง เหตุผู้ประกอบการบิดรับซื้อ

เกษตรฯ หนุน ทำเนย ชีส หลังเกษตรกรเทนมทิ้ง เหตุผู้ประกอบการบิดรับซื้อ

เกษตรฯ เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาตลาดรองรับนมดิบล้น เกษตรกรเททิ้ง ด้าน อ.ส.ค. ขาดทุนไม่สามารถรับซื้อได้ตามสัญญา เล็งต่อยอดผลิต เนย ชีส

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) เปิดเผยว่าสถานการณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมขณะนี้มีปัญหาด้านการตลาดและการระบายน้ำนมดิบ กระทรวงเกษตรฯได้เร่งหารือร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ

รวมทั้งได้ตั้งคณะทำงาน ร่วมกันระหว่างภาคเอกชน สหกรณ์โคนม และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อวางแผนกำหนดทิศทางอนาคตอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย ทั้งในมิติการผลิต การตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดปัญหาน้ำนมดิบล้นระบบ 

เกษตรฯ หนุน ทำเนย ชีส หลังเกษตรกรเทนมทิ้ง เหตุผู้ประกอบการบิดรับซื้อ

ซึ่งตลาดนมไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ นมยูเอชที และโยเกิร์ตเท่านั้น แต่ควรขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่างๆ เช่น เนย ชีส ครีม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมชนิดอื่นๆ ซึ่งยังมีศักยภาพทางการตลาด โดยสามารถเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว บางพื้นที่อาจทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้

“บทบาทของภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่มีการนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามกรอบความตกลงการค้าเขตการค้าเสรี (FTA) จึงต้องขอความร่วมมือในการช่วยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยควบคู่ไปด้วย  ซึ่งMilk Board ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมนมไทยอย่างยั่งยืน" 

 โดยเน้นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และสหกรณ์โคนม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อน้ำนมดิบ ปี 2568/2569 ของศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ยังไม่มีแหล่งจำหน่าย เพื่อให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมดิบในระบบ ลดความเสี่ยงที่น้ำนมดิบจะล้นตลาด

เกษตรฯ หนุน ทำเนย ชีส หลังเกษตรกรเทนมทิ้ง เหตุผู้ประกอบการบิดรับซื้อ

นอกจากนี้ยังเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) โดยจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศตลอดจนเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม ภายใต้คณะกรรมการมิลค์บอร์ด เพื่อกำหนดนโยบาย แผนงาน และแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการตลาดน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นมแปรรูปให้มีความหลากหลายและสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

“ปัญหาน้ำนมดิบเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพน้ำนม ไปจนถึงการทำตลาด หากทุกฝ่ายกลับมาเป็นผู้สร้างและร่วมมือกัน เชื่อว่า จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถเดินต่อไปได้”

สำหรับสถานการณ์ของอ.ส.ค. มีปัญหาด้านฐานะทางการเงินจนเป็นผลให้ไม่สามารถชำระค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ที่มีการทำสัญญารับซื้อกันไว้ ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์นำน้ำนมมาเททิ้งนั้น คณะกรรมการของอ.ส.ค.(บอร์ด)อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยเป็นกลไกการบริหารของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้(6 มกราคม2569) ได้เกิดเหตุการณ์ที่เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์โคนมที่ทำสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบกับอ.ส.ค. นำน้ำนมดิบมาเทอีกครั้ง โดยนายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด ตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรีกล่าวว่า อ.ส.ค. ไม่รับซื้อน้ำนมดิบได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์รับน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกกว่า 200 รายตามปกติไม่ได้ โดยเฉลี่ยปริมาณน้ำนมดิบของสมาชิกทั้งหมดรวม 60–70 ตันต่อวัน

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมารถบรรทุกน้ำนมดิบของสหกรณ์ไม่สามารถถ่ายน้ำนมลงถังของ อ.ส.ค. ได้ สหกรณ์พยายามรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกเท่าที่สามารถดำเนินการได้ แม้ต้องแบกรับภาระขาดทุน เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับแหล่งรับซื้ออื่นๆ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ดังนั้นจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สำหรับสาเหตุที่อ.ส.ค. ไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ต่างๆ ตามสัญญาได้เนื่องจากเกิดปัญหาด้านการตลาดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้น้อยลง จนประสบภาวะขาดทุน อ.ส.ค. จึงยังคงค้างจ่ายค่าน้ำนมดิบของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมที่มีสัญญาซื้อขายกัน รวมถึงมีหนี้ค้างจ่ายบริษัทจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ บริษัทจึงชะลอการส่งกล่องนมให้อ.ส.ค. เป็นเหตุให้ไม่สามารถรับน้ำนมมาแปรรูปได้

 นายสมควร สว่างอารมณ์ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมชะอำ–ห้วยทราย จำกัด ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า  ขณะนี้ตลาดน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะน้ำนมส่วนเกินจากโครงการนมโรงเรียนที่เคยสามารถระบายได้ในปีที่ผ่านๆมา แต่ในปี 2568 เริ่มถูกจำกัดการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมหลายแห่ง ซึ่งระบุว่า จะรับซื้อเฉพาะปริมาณที่ทำ MOU กับสหกรณ์เท่านั้น ส่งผลให้การขายน้ำนมดิบของสหกรณ์ยากขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น สหกรณ์มีความกังวลว่า การนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ยกเว้นภาษีนำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้กับเกษตรกรในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มฟาร์มขนาดเล็กที่มีต้นทุนสูงและต้องรับผิดชอบการผลิตรายวันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นมผงสามารถนำเข้าตามจังหวะตลาดและมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาสหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายทำสัญญาซื้อขายกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ไว้วันละ 1 ตัน โดยนำน้ำนมดิบส่งโรงงานอ.ส.ค. ภาคใต้ ด้วยปริมาณตามสัญญาที่ไม่มากจึงยังไม่พบปัญหาชะลอการรับซื้อดังที่เกิดขึ้นในภาคกลาง แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สหกรณ์ชะอำ–ห้วยทรายต้องเทน้ำนมดิบบางส่วน เนื่องจากโรงงานผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำนมได้ทั้งหมดในช่วงวันหยุด ทำให้ต้องจำใจเทน้ำนมที่ไม่สามารถแปรรูปได้ทิ้ง

นายสมควร กล่าวว่า ภาครัฐควรมีแนวทางในการจัดการน้ำนมดิบในประเทศให้หมด ก่อนที่จะปล่อยให้ตลาดพึ่งพานมผงนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเสนอให้ภาครัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ใช้นมผง ให้มีส่วนร่วมในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ตามสัดส่วนหรือกลไกที่สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมิตเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ รวมถึงกรอบแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย–นิวซีแลนด์ (TNZCEP) จำนวน 47,576.5 ตันซึ่งจะจัดสรรการนำเข้าเป็น 2 รอบ โดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมภายในประเทศ

เกษตรฯ หนุน ทำเนย ชีส หลังเกษตรกรเทนมทิ้ง เหตุผู้ประกอบการบิดรับซื้อ

ปริมาณนมผงที่จะนำเข้าในปี 2569 ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมวิตกมากว่า ปริมาณการนำเข้าดังกล่าว จะซ้ำเติมต่อตลาดน้ำนมดิบทำให้การระบายผลผลิตในแต่ละวันยิ่งยากขึ้นไปอีก

“เราเข้าใจว่า โลกการค้าเสรีมีข้อจำกัด ไม่สามารถตั้งกำแพงภาษีหรือกำหนดอัตราส่วนรับการนำเข้านมผงต่อการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศเหมือนในอดีตได้ เช่น เคยมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้นำเข้านมผงขาดมันเนยต้องรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศในอัตรา 20 ส่วนต่อการนำนมผง 1 ส่วน เพื่อช่วยรองรับผลผลิตเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม แต่ภาครัฐต้องไม่ปล่อยให้ต้นน้ำอย่างเกษตรกรต้องล้มหายตายจากไปจากอาชีพ”