พาณิชย์เผย เงินเฟ้อปี 68 ติดลบ 0.14 % ครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 64

สนค. เผย ราคาพลังงาน ฉุด เงินเฟ้อเดือนธ.ค.ติดลบ 0.28 % ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ส่วนภาพรวมเงินเฟ้อปี 68 เฉลี่ยทั้งปี ลดลง 0.14 % ครั้งแรกในรอบ 5 ปี คาดเงินเฟ้อปี 69 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0 - 1.0 % ค่ากลาง 0.5 %
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเดือนธ.ค. ลดลง 0.28 % เป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิต และผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อหักอาหารสด และพลังงานออกสูงขึ้น 0.59 %
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.28 % มาจากหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร และเครื่องดื่ม ลดลง 1.43 % จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกัน และบำรุงผิว โฟมล้างหน้า สบู่ถูตัว) รถยนต์ ค่าน้ำประปา สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษ และสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศ และในประเทศ ค่าโดยสารรถไฟลอยฟ้า ค่าแต่งผมบุรุษ และสตรี ค่าบริการขนขยะ และอาหารสัตว์เลี้ยง
หมวดอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.53 % จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ผักสด (พริกสด ผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบกะเพรา) อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดผัดกะเพรา) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลา และสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลานิล ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย ปลาทูนึ่ง) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง กล้วยน้ำว้า องุ่น แตงโม กล้วยหอม) ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ น้ำมันพืช และซอสหอยนางรม
ส่วนภาพรวมเงินเฟ้อปี 68 เฉลี่ยทั้งปี ลดลง 0.14 % โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ราคาผักสด และผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญบางกลุ่มปรับราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป ปลา และสัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร
“เดือนธ.ค.เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และเงินเฟ้อทั้งปีที่ติดลบ 0.14 % เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 64 “นายนันทพงษ์ กล่าว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สำหรับทั้งปี 2569 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0 - 1.0 % ค่ากลาง 0.5 % โดยแบ่งเป็นรายไตรมาส พบว่า ไตรมาสแรกเงินเฟ้อจะติดลบที่ 0.25 % ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.46 % ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 0.99 % และไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 1.23 % โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้า และบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง และเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่าจะยังคงลดลง อยู่ระหว่างติดลบ 0.5 - 0.0 % ค่ากลางติดลบ 0.25 % โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







