คุมฝุ่นเมืองหลวง 'กระทรวงอุตฯ-กทม.' สั่ง 156 โรงงานใช้เทคโนโลยีลด PM2.5

กระทรวงอุตฯ ผนึก กทม. คุมฝุ่น PM 2.5 ลั่น 1 ก.ค. สั่งเข้มโรงงานในกรุงเทพ 156 แห่ง ใช้เทคโนโลยีกำกับการปล่อยมลพิษ ขยายจากเดิม 8 โรงงาน พร้อมชูอีก 2 มาตรการ ทั้งยกระดับมาตรฐานยานยนต์ - คุมการเผาอ้อย
KEY
POINTS
- ก.อุตสาหกรรม ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อัปเกรดเทคโนโลยีการกำกับดูแลโรงงาน
- บังคับให้โรงงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ มากกว่า 156 โรงงาน ติดตั้งระบบตรวจวัดการระบายมลพิษอากาศแบบต่อเนื่อง (CEMS) ภายในวันที่ 1 ก.ค. 2569 จากเดิมที่บังคับใช้เพียง 8 โรงงาน
- ระบบ CEMS จะช่วยให้สามารถติดตามการปล่อยมลพิษจากโรงงานได้แบบเรียลไทม์ และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อร่วมตรวจสอบได้
- นอกจากนี้ยังได้ยกระดับมาตรฐานค่าการปล่อยมลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ให้เข้มงวดกว่ามาตรฐานทั่วไปมากกว่า 62%
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครในการยกระดับมาตรการจัดการ มลพิษทางอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นระบบ โดยวาง 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ได้แก่
1. อัปเกรดการกํากับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองกระทรวงฯจึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพฯ ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยโรงงานในกรุงเทพฯ ต้องควบคุมการระบายมลพิษ อากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซและไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสําหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%)
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังได้อัปเกรดเทคโนโลยีการกํากับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานในกรุงเทพฯ แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ ครอบคลุมโรงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยจะกำหนดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ก.ค. 2569 จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่ มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลา หากมีค่ากำหนดที่เกินก็จะให้เร่งแก้ไขปรับปรุง
2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 แล้วกับรถยนต์ ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2568 และรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา นอกจากนี้กระทรวงฯยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของ รัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
3. ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ไร้เผา” สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งการอุดหนุนการตัดอ้อยสดและการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุด รับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2568 - 4 ม.ค. 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุก และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ เพื่อให้ การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่นๆ ในปีต่อไปเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงฯ ได้ยกระดับความ ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการแก้ไขปัญหาโดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการ เก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และ เครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าจากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานลดลง 40% ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพฯในภาพรวม ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นคือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออกในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร ทำให้จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลง 28% รวมถึงความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานจากเดิมไม่เกิน 30% ให้เหลือไม่เกิน 20%







