ครม.เดินหน้า ‘CCS’ พื้นที่อ่าวไทยตอนบน หนุนไทยเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ครม.รับทราบแนวทางขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ตั้งเป้าหนุนไทยสู่ Net Zero ปี 2050 พร้อมเดินหน้าโครงการศึกษาศักยภาพกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทยตอนบน
KEY
POINTS
- ครม.รับทราบแนวทางขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
- ตั้งเป้าหนุนไทยสู่ Net Zero ปี 2050
- พร้อมเดินหน้าโครงการศึกษาศักยภาพกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทยตอนบน
- ร่วมมือญี่ปุ่น วางรากฐานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอเพื่อทราบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 และสอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (NDC)
โดย ครม.ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกที่จำเป็น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ CCS อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการ รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ซึ่งครอบคลุมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS
รองโฆษกฯ กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรียังรับทราบแนวทางการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้การศึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อาทิ การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย การพิจารณายกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ที่จำเป็นเฉพาะสำหรับโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น โดยมีการจัดทำขอบเขตความร่วมมือเพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาในอ่าวไทยตอนบน และกำหนดกิจกรรมหลัก ได้แก่ การประมวลผลข้อมูลคลื่นไหวสะเทือน (Re-processing) การเข้าพื้นที่สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในอ่าวไทยตอนบนประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร (คาดว่าจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2569) และการเจาะหลุมสำรวจพร้อมการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินศักยภาพเชิงลึก (คาดว่าจะเริ่มในปี 2570)
ทั้งนี้หากผลการศึกษายืนยันความเหมาะสมและมีความพร้อมด้านกฎหมายรองรับ จะสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนบกและในทะเล เช่น สถานีรวบรวมก๊าซ หลุมอัดกลับ ท่อขนส่งใต้ทะเล และระบบติดตามเฝ้าระวัง เพื่อรองรับการดักจับและอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตั้งแต่ปี 2577 เป็นต้นไป
รองโฆษกฯ ย้ำว่า การขับเคลื่อนเทคโนโลยี CCS จะช่วยวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเร่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน







