"พาณิชย์"ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์–ข้าวสาลี ปี 2569  

"พาณิชย์"ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์–ข้าวสาลี ปี 2569  

กรมการค้าต่างประเทศ คุมเข้มนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2569 ออกกฎใหม่ 4 ฉบับ ชูมาตรการ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา” ลดปัญหา PM 2.5 ข้ามแดน ควบคู่บริหารโควตา WTO–อาเซียน รักษาสมดุลตลาดคุ้มครองเกษตรกรไทย ขณะที่การนำเข้าข้าวสาลียังคงกรอบเดิมเพื่อเสถียรภาพอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า  กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้ากำกับดูแลการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ ล่าสุดได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ สำหรับปี 2569 รวม 4 ฉบับ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว

โดยมีกฎระเบียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ “ปลอดการเผา”ซึ่งถือเป็นประเด็นใหม่ที่ผู้ประกอบการนำเข้าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

นางอารดา กล่าวว่า   การออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 เพื่อกำหนดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาเป็นการเฉพาะ ซึ่งนับเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่มเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ต้องมาจากแหล่งผลิตหรือการทำการเกษตรที่ไม่ใช้วิธีการเผาในกระบวนการเพาะปลูก

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 ข้ามแดน สนับสนุนเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรให้สอดรับกับแนวโน้มการค้าโลก โดยผู้นำเข้าจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสาร ข้อมูลแหล่งผลิต และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นไปตามเงื่อนไข “ปลอดการเผา” ที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน  

"พาณิชย์"ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์–ข้าวสาลี ปี 2569  

สำหรับหนังสือที่ต้องแสดงประกอบพิธีการตรวจปล่อยของกรมศุลกากรในการนำเข้า มี 2 รูปแบบ เนื่องจากในช่วงแรกเป็นช่วงปรับตัวไม่ให้กระทบต่อการนำเข้ามากนัก จึงให้ผู้นำเข้าสามารถใช้ “หนังสือรับรองตนเอง” ตามแบบฟอร์มที่กำหนด ซึ่งต้องมีข้อมูลด้านการเพาะปลูก ที่ตั้งแปลงปลูก และปริมาณการนำเข้าเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หรือสามารถใช้ “เอกสารหลักฐานที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจของประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกโดยหน่วยงานหรือสถาบันที่ได้รับการรับรองหรือมอบหมายจากประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกให้โดยองค์กรที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นสากล” เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้าด้วย โดยผู้นำเข้าต้องเก็บข้อมูลและเอกสารหลักฐานดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ

ทั้งนี้ จะมีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ (Competent Authority : CA) ของไทย เป็นผู้เผยแพร่รายชื่อหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวของประเทศส่งออกให้ทราบต่อไป  ผู้นำเข้าและผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จึงควรเตรียมพร้อมปรับระบบจัดหาสินค้าและตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของประกาศฉบับนี้ ซึ่งมีผลใช้บังคับกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากทุกประเทศ

"พาณิชย์"ออก 4 กฎ คุมเข้มการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์–ข้าวสาลี ปี 2569  

นางอารดา กล่าวว่า  กฎระเบียบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ WTO – อาเซียน ยังใช้กรอบเดิมต่อเนื่องขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดกฎระเบียบจำนวน 2 ฉบับ สำหรับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO และกรอบอาเซียน ได้แก่

1.ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568

2.ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยเป็นการออกกฎหมายในลักษณะต่อเนื่องจากปีก่อน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการตลาดและปริมาณนำเข้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การผลิตในประเทศ

สำหรับการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA/ ATIGA) ในปี 2569 กำหนดให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ไม่จำกัดปริมาณในอัตราภาษี  0  % แต่ให้ปรับลดช่วงระยะเวลาในการนำเข้าสำหรับกรณีผู้นำเข้าทั่วไป เหลือ 5 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 30 มิ.ย. 2569) เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยในช่วงฤดูกาลผลิตหลัก ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 และยังคงข้อกำหนดเอกสารแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง และด่านที่นำเข้า รวมถึงข้อกำหนดที่ให้องค์การคลังสินค้านำเข้าได้ตลอดทั้งปีไว้ตามเดิม

นางอารดา กล่าวว่า  ส่วนการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีตามพันธกรณีภายใต้ WTO ในปี 2569 ได้ปรับปรุงคุณสมบัติของผู้นำเข้าและขยายปริมาณการนำเข้าในโควตา WTO จากเดิม ที่ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำเข้าในปริมาณ 54,700 ตันต่อปี เป็น ให้ทั้ง อคส. และผู้นำเข้าทั่วไป นำเข้าในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกประกาศกำหนดอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าว

นางอารดา กล่าวว่า ในส่วนของการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ กรมการค้าต่างประเทศได้ออกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตให้นำข้าวสาลีเข้ามาในราชอาณาจักร สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568 ตามแนวทางเดียวกับปีที่ผ่านมา เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีวัตถุดิบเพียงพอและต่อเนื่อง โดยไม่ได้เพิ่มเงื่อนไขใหม่ที่มีนัยสำคัญเชิงนโยบายเหมือนกรณีสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

“กรมการค้าต่างประเทศขอให้ผู้ประกอบการนำเข้า ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ที่มีรายละเอียดด้านเอกสารและการตรวจสอบเพิ่มขึ้นจากเดิม ขณะที่กฎระเบียบฉบับอื่นเป็นการดำเนินการตามกรอบเดิมที่ผู้ประกอบการคุ้นเคยอยู่แล้ว”นางอารดา กล่าว

ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลกฎระเบียบ แบบคำขอ และแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (www.dft.go.th) หัวข้อ “กฎหมาย” หรือสอบถามเพิ่มเติมจากกองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า โทร 0 2547 4734 และสายด่วน 1385 เพื่อให้การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีเป็นไปอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยง และสอดรับกับทิศทางนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมของประเทศ