การประชุมประจำปีของเวทีสภาเศรษฐกิจโลกWEF (World Economic Forum Annual Meeting) ปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 23 ม.ค. 2026 ภายใต้หัวข้อ “จิตวิญญาณแห่งการสนทนา” (A Spirit of Dialogue)
การประชุมประจำปีนี้จัดขึ้นในบริบทของภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเวทีที่น่าเชื่อถือสำหรับการสนทนาระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในภูมิภาคและอุตสาหกรรมต่างๆ
การประชุมครั้งนี้จะรวบรวมรัฐบาลกว่า 100 ประเทศ บริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 1,000 แห่ง องค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและสร้างแนวทางใหม่ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
ดร. กิริฏา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พบหารือผู้บริหาร WEFเพื่อ เตรียมความพร้อมการเข้าร่วมการประชุมประจำปี WEF ณ เมืองดาวอส ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าไทยพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ผ่านการเน้นเศรษฐกิจดิจิทัล การค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม และหุ้นส่วนความมั่นคงทางอาหารโลก
ดร. กิริฎา ย้ำว่าไทยอยู่ระหว่างการปรับยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก คือ 1.เศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้บทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) 2.การค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ 3.ความมั่นคงทางอาหาร ที่ไทยพร้อมยกระดับจากผู้ขายสินค้าอาหารไปสู่พันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก
“จึงเห็นว่า WEF เป็นเวทีที่ไทยจะได้แสดงความพร้อมการเป็นคู่ค้าเชิงยุทธศาสตร์กับภาครัฐและเอกชนต่างประเทศที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน ในขณะเดียวกัน ไทยคาดหวังว่าจะได้รับทราบแนวทางปฏิบัติที่ดีในการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลและข้อมูลข้ามพรมแดน ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ การจัดวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่คุณค่าของโลก และยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะด้านเทคโนโลยีและการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ในการออกแบบนโยบายที่ทันสมัยและแข่งขันได้ของไทยต่อไป”
สำหรับWEF ให้ข้อมูลว่า WEF เป็นองค์การภาคเอกชนระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนนโยบาย ยุทธศาสตร์ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านนโยบายการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ด้านภูมิรัฐศาสตร์และการบริหารจัดการ (Geopolitics and Governance) โดยเป็นเวที การหารือเชิงนโยบายแบบไม่เป็นทางการระหว่างภาครัฐและเอกชน สนับสนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองผลกระทบของภูมิรัฐศาสตร์ต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก2. สนับสนุนมาตรการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ได้แก่ การปฏิรูประบบศุลกากร ลดต้นทุนและเวลาการค้าข้ามแดน โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ 3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน (inclusive and sustainable outcomes)
โดยมุ่งเน้นประเด็นการค้าเพื่อความยั่นยืน พร้อมดำเนินงานร่วมกับภาคธุรกิจเพื่อรับมือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบใหม่ เช่น การค้าสีเขียว นโยบายการค้าที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) รวมทั้งให้ความสำคัญกับประเด็นแรงงานและการจ้างงานในห่วงโซ่มูลค่าโลก และการมีส่วนร่วมของกลุ่มเปราะบาง ทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน WEF ยังเน้นประเด็นเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับ 3 เสาหลักดังกล่าวในระดับภูมิภาค โดยสำหรับอาเซียน WEF ให้ความสำคัญกับความคืบหน้าการเจรจา DEFA (การเจรจาความตกลงลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน) โดยพร้อมสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สมาชิกอาเซียนใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างแท้จริง เช่น การเชื่อมโยงผู้เจรจา กับภาคเอกชน การจัดทำแบบสำรวจความพร้อมด้านดิจิทัลของเอกชนอาเซียน และการเสริมสร้างศักยภาพด้านดิจิทัลให้กับสมาชิกอาเซียน เป็นต้น
ในส่วน WEF ให้ข้อมูลว่า รูปแบบการประชุมประจำปีที่เมืองดาวอสจะจัดตามความสนใจของผู้บริหารระดับสูง แต่ละประเทศ เพื่อให้ทุกประเทศได้แลกเปลี่ยนข้อมูลวิสัยทัศน์และนโยบายในประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ โดยจะมีหัวข้อการหารือที่สำคัญ เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การค้าและเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลการค้า และภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะมีเวทีเฉพาะสำหรับอาเซียนที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีการค้าอาเซียนได้พบหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำจากทั่วโลก





