กลยุทธ์รับมือ‘ภาษีทรัมป์-กฎการค้า-อากาศป่วน’ ดันจีดีพีเกษตรฝ่าปัจจัยเสี่ยงปี69คาดโต 2-3%

กลยุทธ์รับมือ‘ภาษีทรัมป์-กฎการค้า-อากาศป่วน’   ดันจีดีพีเกษตรฝ่าปัจจัยเสี่ยงปี69คาดโต 2-3%

ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งปัจจัยจากมือมนุษย์อย่างความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาสงครามการค้า และ ปัจจัยเหนือการควบคุมอย่างสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งนำไปสู่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่เริ่มใช้ในปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิิจการเกษตร(จีดีพีเกษตร)ในปี 2569 คาดว่าจะขยายตััวอยู่ในช่วง2.0 – 3.0% จากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงน้ำต้นทุนมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นผลดีต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช ในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการเพาะปลูกในรอบถัดไป 

ปัจจัยต่อมาคือ การดำเนินนโยบายของภาครัฐในการขับเคลื่อน การพัฒนาภาคเกษตร และแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาศักยภาพการผลิตและบริหารจัดการสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร การยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน และมีมูลค่าสูง 

รวมถึงปัจจัยการพัฒนา ระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์ ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจไทยของปี 2568 ที่ผ่านมา มีแนวโน้มขยายตัว โดยการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ตลาดโลกดีมานด์เด่นปัจจัยหนุนจีดีพีเกษตร

อีกปัจจัยต่อมาคือความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลก ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มให้ความสําคัญกับความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทําให้ต้องเผชิญกับปัญหาจากภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน จากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

          “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่3.1% ชะลอตัวลงจาก 3.2% ในปี 2568 เนื่องจากต้องเผชิญกับความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการทางภาษี ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่มากนัก”

 นายพิรพันธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก ได้แก่ กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่เอไอ ที่จะซ้ำรอยเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2543 เศรษฐกิจจีนที่ยังอ่อนแอจากวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อาจทำให้ปัญหาหนี้สินและภาวะเงินฝืด

จีดีพีโลกปี 69 ชะลอตัวศก.สำคัญทรุดหนัก

 รวมถึงการรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้า ความเปราะบางด้านการคลัง โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และ แรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน โดยเฉพาะธนาคารกลางและสถาบันอิสระต่างๆ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ดังนั้นIMF จึงคาดว่า ปี2569 เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่ 2.1% กลุ่ม ยูโรโซน ขยายตัว 1.1% ญี่ปุ่นขยายตัว 0.6% จีนขยายตัว 4.2% และอาเซียน(5) ขยายตัวอยู่ที่1.4% 

ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 จึงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์ที่ต้องติดตามต่างๆได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดวาตภัย ภัยแล้ง และอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตร เศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัวโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสําคัญทั้งจีน ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มยูโรโซน และอาเซียน ส่งผลต่อการค้าและความต้องการสินค้าเกษตรของไทย

ปัจจัยมาตรการกีดกันทางการค้าและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย อาทิ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขอนามัยของสหภาพยุโรปและการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้นของจีน

ภาษีทรัมป์ปัจจัยเสี่ยงภาคเกษตรไทย

ปัจจัยภาษีนําเข้าของสหรัฐที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงการวางแผนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย ความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคของโลก อาทิ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ ทําให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย

สําหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกับสถานการณ์ต่างๆนั้น ได้มีการดําเนินงานภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดําเนินงาน ตามระเบียบ ว่าด้วย สินค้าปลอดการตัดไม้ทําลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ(EU Deforestation - free Product Regulation:

EUDR) เพื่อจัดทําแผนงานและกลไกการขับเคลื่อนด้านการเตรียมความพร้อมสินค้าและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ อียูดีอาร์

การติดตามมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐหรือภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการผลิตสินค้าเกษตรสำหรับประเทศไทย

เปิดแผนรับมือการค้าโลกปั่นป่วน 

 โดยมีการเตรียมมาตรการรับมือดังนี้ในส่วนของระยะสั้น อาทิ การรักษาและพัฒนามาตรฐานของการผลิตและคุณภาพสินค้าในระดับสากล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ 2 เร่งเจรจาเปิดตลาดสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและโอกาสทำการตลาดในตลาดสหรัฐ 3 ศึกษาแนวโน้มความต้องการของผู้ผลิตและผู้บริโภคในสหรัฐให้มากขึ้น 4 ให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก เพิ่มความหลากหลายและวัตถุดิบ และสินค้านำเข้า 5 ใช้ช่องทางการทูตเกษตรในการรายงานสภาพปัญหาและวิเคราะห์ แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะจีนที่มีปัญหาในสินค้าเกษตรและในระยะยาวหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการโดยอัตราเติบโตจีดีพีเกษตร ในภาพรวมปี 2568 อยู่ที่ 3.3%  ส่วนปี 2569 คาดว่าจะขยายตััวอยู่ในช่วง2.0 – 3.0%แบ่งเป็น สาขาพืช คาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.5% สาขาปศุสัตว์ 1.0-2.0 %สาขาประมง 0.3-1.3  %สาขาบริการทางการเกษตร 0.7-1.7%  สาขาป่าไม้ 0.2-1.2%

กลยุทธ์รับมือ‘ภาษีทรัมป์-กฎการค้า-อากาศป่วน’   ดันจีดีพีเกษตรฝ่าปัจจัยเสี่ยงปี69คาดโต 2-3%