background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ส่งออกทุเรียนปี69‘คู่แข่ง-กฎการค้า’เข้มข้นขึ้น งัด‘โลจิสติกส์-คุณภาพสินค้า’กลยุทธ์พลิกเกม

ส่งออกทุเรียนปี69‘คู่แข่ง-กฎการค้า’เข้มข้นขึ้น  งัด‘โลจิสติกส์-คุณภาพสินค้า’กลยุทธ์พลิกเกม

ประเทศไทยส่งออกทุเรียนสดสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี โดยการส่งออกวทั้งปี 2567 ปริมาณ 859,157 ตัน มูลค่า 134,852 ล้านบาท และปี 2568 เบื้องต้น ปริมาณ 982,016 ตัน มูลค่า 125,868 ล้านบาท จะเห็นว่าทุเรียนนคือผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ การจะทำให้ทุเรียนเป็นบ่อเงินบ่อทองทางเศรษฐกิจต่อไป และมีแต่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นต้องพัฒนาปัจจัยต่างๆอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง

นายพีรพันธ์ คอทอง  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า แนวโน้มปี 2569 คาดว่าจะมีเนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศ 1,391,421 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 1,265,778 ไร่ ในปี 2568  หรือเพิ่มขึ้น  9.93 % เนื่องจากเกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกทุเรียน

สําหรับผลผลิตมีปริมาณ 1,781,019 ตัน เพิ่มขึ้น  15.71%  เนื่องจากคาดว่าสภาพภมิอากาศเอื้ออํานวยต่อการออกดอกและติดผล ประกอบกับเกษตรกรมีการดูแลจัดการสวนดี ทําให้ในภาพรวมคาดว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล

ด้านการตลาดในส่วนการส่งออก ปี 2569 คาดว่า การส่งออกทุเรียนลดเละผลิตภัณฑ์มีเนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการ

ของตลาดต่างประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภาครัฐมีนโยบายในการส่งเสริมเละผลักดันการส่งออก และขยายตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว รวมถึงประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ไทยอาจต้องเผชิญกับการเเข่งขันที่รุนเแรงขึ้นทั้งผ่านราคาเเละการแย่งส่วนเเบ่งตลาดทุเรียนจากประเทศคู่เเข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งหลังจากจีนอนุญาตการนำเข้าทุเรียนผลสุดจากเวียดนามเมื่อกลางปี2565การนำเข้าทุเรียนเวียดนามของจับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลกระทบด้านการตลาด ได้แก่ มาตรการ ข้อกําหนดของประเทศคู่ค้า โดยปัจจุบันมาตรการ กฎระเบียบ และข้อกําหนดในการนําเข้าประเทศคู่ค้ามีความเข้มงวดมากขึ้นโดยเฉพาะมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยอาหารในปี 2568จีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสารต้องห้าม/สารเคมีห้ามใช้ในทเรียน เช่น BY2และแคดเมียม เป็นต้น นอกจากนี้ สวนต้องได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agricultural Practice: GAP ส่วนโรงคัดบรรจต้องผ่านมาตรฐานการปภิบัติที่ดีในกระบวนการผลิต หรือGood Manufacturing Practice: GMP อีกทั้งสวนและโรงคัดบรรจุทุเรียนเพื่อส่งออกไปจีนจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ส่งผลไห้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีการปรับตัวเพื่อยกระดับมาตรฐานของผลไม้ไทยที่จะส่งออกให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนประเทศคู่แข่งจากความต้องการทุเรียนของประเทศค่ค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศผู้ผลิตทุเรียนเล็งเห็นโอกาสจากอุตสาหกรรมทุเรียน จึงมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพื่อส่งออกไปยังจีนเพิ่มมากขึ้น โดยประเทศคู่แข่งที่สําคัญ ได้แก่ เวียดนาม ซึ่งหลังจากได้รับอนญาตให้ส่งออกทเรียนสดไปยังจีน ทําให้เวียดนามมีการส่งออกเเละเข้ามามีส่วนแบงตลาดทุเรียนสดในจีนเพิ่มขึ้น แม้ว่าทุเรียนไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพผลผลิตจากผู้บริโภคอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ทุเรียนเวียดนามมีข้อได้เปรียบในการเข่งขันด้านราคากับทุนการขนส่งและระยะเวลาการขนส่งสั้นกว่าไทย 

นอกจากนี้คู่เข่งในตลาดจีนยังมีมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และ กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ 5 ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนเมื่อเดือนเม.ย. 2568  นอกจากคู่แข่งในอาเซียนแล้ว จีนก็สามารถปลูกทุเรียนเองได้ที่ มณฑลไห่หนาน ปัจจุบันยังไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากนั้นจึงยังไม่ส่งผลต่อไทยในระยะสั้น แต่ในระยะยางไทยต้องเตรียมแผนรับมือที่เหมาะสม 

    ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องให้ความสําคัญในการผลิตทุเรียนคณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานกฎระเบียบ และข้อกําหนดในการนําเข้าทุเรียนของประเทศคู่ค้า รวมถึงส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ด้านการตลาดอย่างจริงจัง สร้างการรับรู้ถึงเอกลักษณ์และความแตกต่างของทุเรียนไทยจากคู่แข่ง  ขณะเดียวกันต้องลดการพึ่งพาตลาดทุเรียนสดเพียงอย่างเดียว

ตั้งแต่มีการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟลาวจีนในปี 2565 ภายใต้โครงการBelt and Road Initiative (BRI)นั้น นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยยกระดับทางเลือกด้านการขนส่งของไทยไปจีนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย ผลการศึกษาของ สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าการขนส่งทางรางเส้นทางจีนลาวมีความได้เปรียบด้านเวลาซึ่งรวดเร็วกว่าการขนส่งทางเส้นทาง R3A ที่มีปลายทางเดียวกันคือนครคุนหมิงประมาณ 2 วัน

“ ในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดปริมาณมาก เนื่องจากด่านทางถนนมักมีความหนาแน่นทำให้เกิดความล่าช้าบริเวณ ด่านชายแดน อีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญคือความเสถียรของเวลาส่งมอบและคุณภาพของตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ดีกว่า ส่งผลให้อัตราความเสียหายของสินค้าอยู่ในระดับต่ำ การขนส่งทางรางผ่านเส้นทางรถไฟไทยจีนจึงเป็นโอกาสที่ดี” 

 อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายของการขนส่งทางรางยังสูงกว่าทางถนนประมาณ  10-15% เนื่องจากจำนวนผู้ให้บริการจำกัดประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่น การใช้รางเดียวเป็นหลักการขาดแคลนขนาด 15 เมตร และหัวรถจักรกำลังลากจูงสูง เป็นต้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อการยึดตลาดเก่าอย่างจีนให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาและแก้ปัญหาการส่งออกในทุกมิติควบคู่กันไป