ไทยใช้หุ่นยนต์กระจุกตัวอุตฯไฟฟ้า-ยานยนต์ ส่วนจีน-เวียดนามพัฒนาโรบอตภาคผลิตโตเด่น

ไทยใช้หุ่นยนต์กระจุกตัวอุตฯไฟฟ้า-ยานยนต์   ส่วนจีน-เวียดนามพัฒนาโรบอตภาคผลิตโตเด่น

การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังผลักดันให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าผลิตภาพด้วยซ้ำไปแต่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์กำลังปรับเปลี่ยนพลวัตของแรงงาน ในจีน มองโกเลีย ไทย และเวียดนาม ที่กำลังเผชิญกับประชากรสูงวัยซึ่งส่งผลให้กำลังแรงงานลดลง

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์แล้ว รูปแบบการจ้างงานในแต่ละภาคส่วนก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเช่นกัน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การจ้างงานส่วนใหญ่ได้ย้ายจากภาคเกษตรกรรมที่มีผลิตภาพต่ำไปยังภาคบริการ และภาคบริการก็ย้ายไปสู่ ภาคการผลิตและบริการที่มีผลิตภาพสูง 

“ด้านการเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในภาคบริการวิชาชีพและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในขณะที่การจ้างงานนอกระบบพบว่ามีอัตราค่าจ้างที่ลดลง”

นอกจากนี้  การแพร่กระจายของเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและลักษณะงาน โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ขยายขอบเขตของงานให้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่คนงานในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องใช้แรงงานด้วยมือเป็นประจำ       ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็กำลังคุกคามด้วยการเข้ามาแทนที่คนงานในภาคบริการ ไม่เพียงแต่ในงานประจำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานที่ต้องใช้ความคิดและหรืองานที่ไม่เป็นประจำมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

รายงาน FUTURE JOBS Robots, Artificial Intelligence, and Digital Platforms in East Asia and Pacific จัดทำโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า หุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจเข้ามาแทนที่งานของคนงานในงานที่ต้องใช้แรงงานด้วยมือที่ไม่เป็นประจำทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ทางเทคนิคและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีใหม่นั้นรวมถึงปัจจัยแวดล้อมของแต่ละประเทศด้วย

“ประเทศกลุ่มเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบจากหุ่นยนต์และAI แม้ว่าผลกระทบจะแตกต่างจากในประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะภูมิภาคนี้ยังใช้เทคโนโลยีกับลักษณะงานที่เป็นรูปแบบเชิงกายภาพ ใช้ความคิดน้อยอยู่”

     โครงสร้างอาชีพที่มีเทคโนโลยีทั้งหุ่นยนต์และAI เป็นองค์ประกอบนั้น เป็นผลจากความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ เช่น จีน มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ทำให้ภูมิภาคนี้ อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากกว่า AI 

โดย ผลกระทบที่เห็นได้ชัด อยู่ที่ จีน และมาเลเซีย ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่ต้องใช้ความคิดและมีความเป็นงานประจำที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้น การใช้หุ่นยนต์และAI ของแต่ละประเทศในภูมิภาคจึงแตกต่างกันไป ขึั้นอยู่กับต้นทุนและประโยชน์ของการนำไปใช้ที่แตกต่างกัน หากเทคโนโลยีมีคุณภาพมากขึ้น มีราคาถูกลง ก็จะยิ่งทำให้การใช้เทคโนโลยีมาแทนที่แรงงานพบเห็นได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หุ่นยนต์มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีรายได้ต่ำเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ เช่น การผลิตยางและพลาสติก ที่พึ่งพาหุ่นยนต์ราคาถูกและมีเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานมากกว่า  และเมื่อประเทศพัฒนาขึ้นและต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้อัตราการนำหุ่นยนต์มาใช้ก็เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน โดยพบเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งใช้หุ่นยนต์ระดับกลาง ขณะที่หุ่นยนต์สำหรับยานยนต์มีราคาแพงที่สุดและมีการใช้งานอย่างแพร่หลายเฉพาะในประเทศกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกที่มีต้นทุนแรงงานสูง

     “กรณี มาเลเซียและไทยซึ่งมีรายได้สูงนั้นเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่นำหุ่นยนต์มาใช้ แต่จีนและเวียดนามมีการนำหุ่นยนต์มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2010 แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ระดับการนำหุ่นยนต์มาใช้ยังค่อนข้างต่ำในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ”

ในแง่ของอุตสาหกรรมการนำหุ่นยนต์มาใช้ พบว่า จีน มาเลเซีย ไทย และเวียดนามนั้นกระจุกตัวอยู่ในภาคส่วนต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ในขณะที่ในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์นั้นกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยางและพลาสติก ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างอาชีพในแต่ละพื้นที่และต้นทุนแรงงานที่ต่างกันไป 

อย่างไรก็ตาม หากมองไปบริบทภาคบริการจะพบว่า ในประเทศที่มีค่าจ้างสูง เช่น มาเลเซียและไทย แรงงานจำนวนมากเสี่ยงจะถูกระบบอัตโนมัติแทนที่ เช่น บริการลูกค้า เป็นงานประจำที่มีค่าจ้างค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่างานที่ไม่ใช่ประจำที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้จัดการ 

หากมองในมุมกลับกัน จะพบว่า การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของบริษัทและเปลี่ยนแปลงโอกาสในการทำงาน เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้นนำไปสู่ขนาดการผลิตและการเติบโตที่เพิ่มขึ้น 

 “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงโดยทั่วไปสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของงานและค่าจ้าง แต่หากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการประหยัดแรงงาน ก็อาจทำให้การเติบโตของการจ้างงานและค่าจ้างลดลงได้ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ และทักษะของแรงงานเองด้วย” 

 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบการนำหุ่นยนต์มาใช้อย่างรวดเร็ว แต่โดยเฉลี่ยแล้วมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของการจ้างงานและรายได้จากแรงงานในภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ในเวียดนาม การจ้างงาน เพิ่มขึ้นประมาณ 10 % และรายได้ของแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5%              ผลกระทบจากเทคโนโลยีจะมีความแตกต่างกันไป โดยแรงงานที่มีทักษะปานกลางและสูงได้รับประโยชน์ แต่แรงงานที่มีทักษะต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานประจำ จะประสบกับการจ้างงานที่ลดลงและมีแนวโน้มต้องเข้าสู่เศรษฐกิจนอกระบบ

 จากข้อมูลพบว่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ระหว่างปี 2018 ถึง 2022 หุ่นยนต์ได้เข้ามาแทนที่แรงงานทักษะต่ำ ประมาณ 1.4 ล้านคน  หรือราว 3.3%  

ในทางตรงกันข้าม ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ระบบอัตโนมัติและขนาดการผลิตที่สูงขึ้น ก็ได้ช่วยสร้างงานประมาณ 2 ล้านตำแหน่ง หรือ เพิ่มขึ้น 4.3 % ของการจ้างงานแรงงานฝีมือ 

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า การนำหุ่นยนต์มาใช้อาจช่วยแก้ไขปัญหาการลดลงของแรงงานในประเทศผู้สูงอายุในภูมิภาคนี้ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการเร่งให้คนงานสูงอายุออกจากตลาดแรงงานด้วยเช่นกัน

จากภาพรวมการเข้าของเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์ ได้สร้างผลดีและผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ซึ่งสิ่งที่แรงงานและภาคนโยบายต้องคำนึงถึงคือ การปรับตัวและสร้างปัจจัยที่จะทำให้เกิดผลในทางที่ดีมากกว่าผลกระทบ เพราะ ปัจจุบัน AI ยังมีทั้งเพียงการทดแทนและการเสริมกำลังและงานที่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมต่ำ (เช่น ผู้ประเมินความเสี่ยง) เท่านั้นในปัจจุบัน แต่ในระยะสั้นจากนี้ งานไม่ประจำ เช่น การแปล กำลังจะได้รับผลกระทบจาก AI 

ขณะที่ งานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ หรือกลยุทธ์นั้นยังคงทำได้โดยมนุษย์เท่านั้น ซึ่งภาพรวมการใช้AI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่ ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีการใช้AI อยู่ที่ 30% ทำให้ภูมิภาคนี้ยังมีสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างต่ำ

ไทยใช้หุ่นยนต์กระจุกตัวอุตฯไฟฟ้า-ยานยนต์   ส่วนจีน-เวียดนามพัฒนาโรบอตภาคผลิตโตเด่น