สังคมไทยได้รู้จักกับ Buy Now Pay Later (BNPL) กันมาพักใหญ่แล้ว และดูเหมือน BNPL จะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย BNPL เป็นมาอย่างไร ทำไมจึงแพร่หลาย และกำลังเติบโตไปในทิศทางใด ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ แล้วเราควรต้องบริหารจัดการกันอย่างไร
การซื้อสินค้าแบบผ่อนชำระมีมานานมากแล้ว และมักเป็นการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ที่มีราคาแพง ในส่วนของ BNPL เกิดมาแล้วประมาณ 10 กว่าปี แต่เริ่มแพร่หลายอย่างมากในช่วงราว 5-6 ปีมานี้พร้อมๆ กับความแพร่หลายของ e-commerce โดย BNPL ยุคใหม่ คือบริการการชำระเงินแบบแบ่งจ่ายเป็นงวดสั้นๆ ไม่เกิน 4 งวด แบบไม่มีดอกเบี้ย เป็นทางเลือกที่พ่วงมากับการจ่ายเงินชำระสินค้าและบริการ งานวิจัยของบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่งคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 2568 มูลค่าการซื้อขายสินค้าและบริการผ่าน BNPL ทั่วโลกจะสูงถึง 5.6 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัวราว 13.7% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 9 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2570 โดยมีการขยายตัวสูงมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านมูลค่าและจำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในมุมของผู้ขายสินค้าและบริการ แน่นอนว่า BNPL ข่วยกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมาก ในส่วนของผู้ซื้อนั้น ความนิยม BNPL เกิดจาก 2 ส่วนคือ ภาวะเศรษฐกิจ และเหตุผลทางจิตวิทยา ที่ผู้ซื้อรู้สึกว่าการจ่ายเงินก้อนเล็กๆ เป็นงวดจะทำให้บริหารจัดการได้ง่ายกว่า โดยงานวิจัยฯ พบว่าราว6.4% ของผู้ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ใช้บริการ BNPL
งานวิจัยฯ พบสิ่งที่น่าเป็นห่วงตามมาก็คือมีผู้ผิดนัดชำระในแพลตฟอร์มต่างๆ อยู่ราว 34-41% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และถ้าดูเฉพาะ Gen Z พบว่ามีผู้ผิดนัดชำระมากกว่า50 %ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ย NPL ของ BNPL จะอยู่ที่ประมาณ 3% แต่การผิดนัดชำระ BNPL แสดงให้เห็นถึงปัญหาการก่อหนี้เกินกำลังของผู้บริโภค คำถามคือทำไมการผิดนัดชำระจึงสูงมากใน BNPL เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อและการชำระเงินแบบอื่น สาเหตุหลักของความนิยมใช้บริการมีทั้งเหตุผลด้านจิตวิทยา ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลงานวิจัยของอาจารย์ธานี ชัยวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่ได้วิเคราะห์สถิติข้อมูลเครดิตและสรุปไว้ว่าคนรุ่นใหม่มองหนี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน มองการจับจ่ายใช้สอยเป็นการสร้างความสุขในชีวิตและการเป็นหนี้เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้มีความสุข และยังมีเหตุผลจากการเข้าถึงได้อย่างสะดวกง่ายดาย โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบหลักฐานใด ๆ และไม่มีการตรวจสอบข้อมูลเครดิต จึงทำให้ไม่เห็นว่าผู้บริโภครายนั้นๆ ก่อหนี้เกินศักยภาพอยู่แล้วหรือไม่อย่างไร ปัญหาอีกประการหนึ่งของ BNPL ที่พบกันมากคือความไม่โปร่งใสของค่าธรรมเนียมการผิดนัดชำระ ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทราบว่าอัตราเท่าไรและเรียกเก็บอย่างไร ประเด็นนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน
ปัจจุบันพบว่าประเทศต่างๆ กำลังพยายามหามาตรการลดความเสี่ยงของ BNPL ในสหรัฐ สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ผลักดันให้ธุรกิจ BNPL ต้องรายงานข้อมูลต่อเครดิตบูโร และให้ BNPL ตรวจสอบข้อมูลเครดิตก่อนอนุมัติให้ผู้บริโภคซื้อก่อนผ่อนทีหลัง เพื่อลดความเสี่ยงของการผิดนัดชำระ อีกทั้งประเทศเหล่านี้รวมไปถึงออสเตรเลียและเคนยา เริ่มออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลธุรกิจ BNPL โดยถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสินเชื่อ กรณีของสหภาพยุโรป กำกับดูแลทั้งผู้ทำธุรกิจ BNPL และแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าแบบผ่อนชำระ ให้มีการกำหนดมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ BNPL ในทำนองเดียวกันกับสินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่น ซึ่งจะรวมไปถึงกำหนดอายุขั้นต่ำที่สมัครใช้บริการได้ การกำหนดให้มีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตหากวงเงินที่ผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการสูงกว่าระดับที่กำหนดในกฎหมาย ตลอดจนกำกับดูแลค่าธรรมเนียมการผิดนัดชำระ และมีมาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการฟ้องร้องต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ดี การออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแล BNPL ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นในประเทศส่วนใหญ่ ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ในหลายประเด็น ซึ่งประเทศไทยเองก็คงจะต้องพิจารณาและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เมื่อจะออกกฎเกณฑ์การกำกับดูแล BNPL
นอกจากความเสี่ยงและข้อน่ากังวลดังกล่าวแล้ว พัฒนาการของ BNPL มีบางแง่มุมที่น่าสนใจ กล่าวคือ สำหรับประเทศที่มีการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบไม่ดีนัก ตัวอย่างเช่นหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ BNPL กลายเป็นทางเลือกสำคัญทดแทนผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ซึ่งการกำกับดูแล BNPL ในประเทศเหล่านี้ก็อาจมีความแตกต่างจากกลุ่มประเทศที่กล่าวถึงก่อนหน้า
นอกจากนี้ เราจะเห็นว่าในประเทศเหล่านี้มีการใช้ BNPL กับการชำระเงินค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาภาระทางการเงินพร้อมกับการให้โอกาสกับผู้คนที่อาจจะเหมาะสมกับบริบทของประเทศนั้น งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า BNPL ในภาคการศึกษาและการรักษาพยาบาล กำลังขยายตัวไปในโลกมากขึ้นรวดเร็วขึ้น ซึ่งเกิดเป็นคำถามว่าสำหรับบริบทของบางประเทศ BNPL อาจทำให้เกิดการบิดเบือนความจำเป็นที่แท้จริงในการรับการรักษาพยาบาล และอาจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรที่มีจำกัดในด้านสาธารณสุขหรือไม่
ไม่ว่าจะมอง BNPL ในมุมใดก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าการกำกับดูแลเป็นสิ่งจำเป็น อีกทั้งควรต้องให้ความสำคัญกับมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม แต่จะเข้มข้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงมากอย่างในปัจจุบัน





