เช็คลิสต์ กฎใหม่บังคับใช้ปี69 จากความท้าทายสู่โอกาสหรือวิกฤติ

ปี 2569 เปิดศักราชด้วยการเลือกตั้งทั่วไป บ้างก็ว่าเป็นทางแยกแห่งอนาคตประเทศ แต่อีกเสียงก็ประเมินว่าคือพิธีการหนึ่งเท่านั้นเพราะอนาคตรัฐบาลใหม่ อาจมีหน้าตาไม่ต่างจากเดิม
ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง หรือ เส้นทางที่ประเทศไทยเลือกจะเป็นอย่างไร แต่ในปี 2569 หลายกฎระเบียบใหม่ๆ ที่ไทยไม่ได้เลือกแต่ทั่วโลกกำลังจะเลือกให้
เริ่มต้นที่ ภาษีตอบโต้สหรัฐ (Reciprocal Tariff) อัตรา 19%ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากอัตราภาษีนำเข้าจากไทยไปสหรัฐ เฉลี่ย ไม่เกิน5% ยังไม่นับรวมมาตรการตรวจสอบพบสินค้าสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีจะทำให้สินค้านั้นอาจถูกเรียกเก็บภาษีอัตราสูงถึง 40%
อุตสาหกรรมการบิน เป็นอีกภาคเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)อยู่ระหว่างทำกฎระเบียบข้อบังคับที่จะใช้ในอุตสาหกรรมการบินเพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยระยะแรกจะกำหนดให้สายการบินใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน หรือSAF 1% และหลังจากนั้นจะเพิ่มสัดส่วนอย่างต่อเนื่องในปี 2570 เป็น 2%
เสียงตอบรับจากภาคธุรกิจการบินต่อเรื่องนี้เป็นไปในทิศทางบวก เพราะทั่วโลกกำหนดให้ระเบียบเช่นเดียวกันนี้แล้ว แม้ระเบียบนี้อาจทำให้ต้นทุนดำเนินการเพิ่มขึ้น และจะส่งต่อไปยังค่าตั๋วเครื่องบินได้ โดย องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากอุตสาหกรรมการบินเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยฝรั่งเศส : บังคับให้เที่ยวบินที่ออกจากประเทศผสม SAF ขั้นต่ำ 1% ตั้งแต่ปี 2565 และเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2593 สหภาพยุโรป : เริ่มบังคับใช้ SAF ในปี 2568 ด้วยสัดส่วนขั้นต่ำ 2% และเพิ่มขึ้นเป็น 70% ภายในปี 2593
ตามมาติดๆด้วย ภาคการค้า ด้วยกฎระเบียบ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism:CBAM) โดยสหภาพยุโรป(อียู) โดยใช้ระบบ ETS (Emissions Trading System)ซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้กำหนดราคาการผลิตคาร์บอน
อย่างไรก็ตาม CBAM อาจทำให้ สินค้าปลายน้ำที่เกี่ยวข้องส่วนกับเหล็กและอะลูมิเนียมสูง เช่น เครื่องจักรหนัก หรือแม้แต่สินค้าใช้ในครัวเรือน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับวัสดุเหล็กและอะลูมิเนียม แม้จะยังมีความยุ่งยากและเสี่ยงอยู่อีกมาก แต่อียูก็จะเดินหน้าใช้มาตรการนี้ต่อไป
ทั้งสองมาตรการที่กล่าวมา อาจยังดูไกลตัว แต่อีกมาตรการหนึ่ง ที่กำลังจะใช้คือ EU Deforestation Regulation (EUDR) หรือกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำหนดไม่ให้มีการนำเข้า ซื้อขาย และ
ส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม แม้จะมีการเลื่อนการบังคับใช้กฎระเบียบกับผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากเดิม 30 มิ.ย. 2569 เป็น 30 ธ.ค. 2569 แต่ในส่วนของ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ให้คงวันบังคับใช้ไว้ตามเดิม คือ 30 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา
โดยกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับนี้ที่เรียกได้ว่า ไทยโดนเต็มๆคือ ยางพารา ในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
เบื้องต้นการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไว้แล้ว แต่ขึ้นชื่อว่าของใหม่ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครทราบได้ว่า กฎระเบียบโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จากความท้าทายจะก้าวไปสู่ ‘โอกาส หรือ วิกฤติ’







