ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ปี 69 ‘คลัง’ เร่ง GDP โตถึง 2% พร้อมชงแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี

“คลัง” จับตาเศรษฐกิจ ปี 69 หลายปัจจัยกดดัน ทั้งเป้าจัดเก็บรายได้รัฐ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน งบฯ ปี 70 ล่าช้า มองภาพรวมยังขยายตัวได้ 2% เม็ดเงินช่วงเลือกตั้งช่วยประคองไตรมาสแรก เชื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว ย้ำเดินแผนวินัยการคลังเข้มข้น เตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีความท้าทายด้วยปัจจัยกดดันหลายเรื่อง เบื้องต้นปัจจัยกดดันที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่า ความท้าทายในการจัดเก็บรายได้รัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย และความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างน้อย 3 เดือน
โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ชะลอลงอยู่ในช่วง 1.5-2.5% หรือค่ากลางที่ 2.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่เป็นไปได้ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญในช่วงออกสตาร์ตไตรมาสแรกของปีคือ เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเวียนเข้าสู่ระบบ ทั้งเงินในระบบ และเงินนอกระบบจากการรณรงค์หาเสียง ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง
ขณะที่ในมิติของการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อมั่นว่าฉากทัศน์การเมืองรอบนี้จะกระชับ และรวดเร็ว เนื่องจากขั้วอำนาจทางการเมืองมีความชัดเจน แตกต่างจากในอดีตที่อาจเกิดภาวะยืดเยื้อ แม้จะมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันบ้าง แต่ก็คาดว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่เป็นความเสี่ยงสำคัญช่วงปลายปีจาก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีโอกาสสูงที่จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อการเบิกจ่าย และการลงทุนภาครัฐ
นอกจากนี้ การวางเป้าหมายรายได้รัฐบาลสุทธิในปี 2569 ที่ตั้งไว้ 2.92 ล้านล้านบาท ซึ่งขยายเพิ่มขึ้นถึง 3.5% ยังต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันจากสมมติฐานทางเศรษฐกิจโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากค่าเงินมีความผันผวนย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า และรายได้จากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงต้นทุน และความเสี่ยงในการบริหารหนี้สาธารณะ
ย้ำข้อจำกัดพื้นที่การคลัง
ทั้งนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เริ่มโหมโรงออกมา อาทิ การแจกเงิน หรือการล้างหนี้โดยไม่ติดเครดิตบูโร ซึ่งเสี่ยงที่จะทำไม่ได้จริง และอาจเกินขีดความสามารถทางการคลัง เนื่องจากทรัพยากรในปีนี้ที่มีจำกัด
“หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือ การพูดความจริงกับรัฐบาล ว่าประเทศยังเหลือพื้นที่ในการก่อหนี้ได้อีกมากน้อยเพียงใด หากไม่มีเม็ดเงินรองรับ นโยบายเหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้จริง หรือหากฝืนทำก็จะเกิดปัญหาคาราคาซัง เราต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใส่เม็ดเงินกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตเพียงอย่างเดียว” นายลวรณ กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่เริ่มจำกัด กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเดินหน้าตาม แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 อย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายปรับลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.0% ของ GDP ภายในปี 2572
เตรียมแผนปฏิรูปรายได้
กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการนำระบบงานดิจิทัล และ Big Data มาใช้เพื่อขยายฐานภาษี และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคล และผู้ประกอบการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ของกระทรวงการคลังเพื่อรวบรวม และเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายฐานในการจัดเก็บรายได้ให้ครบถ้วน รวมถึงช่วยออกแบบ วิเคราะห์ และประเมินผลนโยบายการคลัง
โดยทบทวนกฎหมายลำดับรอง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บภาษี
รวมทั้งการขยายฐานภาษี โดยจะมีการดำเนินการตรวจสอบภาษีเชิงรุกเพื่อขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการนอกระบบภาษี และผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษี โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินความถูกต้องของการชำระภาษี
ปรับ VAT เป็น 10% ภายในปี 73
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีการเตรียมแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ไว้รอรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีแนวคิดว่าหากเศรษฐกิจแข็งแรงพอ จะมีการปรับทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี 1.5% จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้จบที่อัตรา 10% ภายในปี 2573 โดยจะมีการนำรายได้ส่วนเพิ่มจากการจัดเก็บ VAT มาจัดสวัสดิการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดเพื่อดูแล อาทิ มาตรการลดค่าครองชีพ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ทั้งนี้ ปรับโครงสร้างภาษีจะต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง และความเป็นธรรมแก่ประชาชนในทุกกลุ่มรายได้ ให้มีการกระจายภาระภาษีอย่างเหมาะสม
รวมถึงการทบทวนมาตรการที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้โดยให้คงเหลือไว้เฉพาะเท่าที่จำเป็น ปรับปรุงวิธีการคำนวณภาษี มาตรการลดหย่อน และการยกเว้นภาษีบางประเภท
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







