‘เอกนิติ’ กางแผนบริหารเศรษฐกิจปี 69 เร่งลงทุนเอกชน ลุ้น GDP โตแตะ 2%

"เอกนิติ” กางแผนมาตรการเศรษฐกิจช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล มั่นใจมาตรการ “Quick Win” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจต่อเนื่อง เผยเปิดลงทะเบียนแก้หนี้ NPL วันนี้ช่วยลูกหนี้รายย่อย และเร่งเครื่องลงทุน BOI หวังดัน GDP ปีนี้โตแตะ 2%
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการคลัง ที่เป็นมาตรการใหม่ถือว่ามีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้มีการยุบสภา และอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยในระหว่างที่รอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีหน้าที่ในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลานี้ยังคงอาศัยมาตรการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ มาตรการเร่งรัดการลงทุน รวมทั้งมาตรการแก้หนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มมีการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการขับเคลื่อนประเทศในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ ว่า กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมและอนุมัติมาตรการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยมาตรการต่างๆเป็นผลจากมาตรการ Quick Big Win ที่มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่
โดยมาตรการต่างๆที่มีรายละเอียดการดำเนินงานได้แก่
1.) มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) ที่จะเดินทางไปจัดประชุมและสัมนาในต่างจังหวัด โดยให้มีการจัดในช่วงต้นปีนี้เลยเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี
2.) มาตรการแก้หนี้ โดยในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับ “มาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่เข้าโครงการและมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว
3.) มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง โดยมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาทในการดำเนินการเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับกลุ่ม SME ได้
และ 4.) เร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีเม็ดเงินรวมหลายแสนล้าน ในด้านการลงทุน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ และได้มีการออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน
“ในส่วนนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในช่วงก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมกับมาตรการที่วางรากฐานไว้ล่วงหน้า จาก Quick Big Win ที่อนุมัติโครงการไปแล้วกว่า 99% จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังจาภายนอกประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว
เมื่อถามว่าหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสภาพัฒน์และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปีนี้จะต่ำกว่า 2% นายเอกนิติ กล่าวว่าตรงนี้รัฐบาลพยายามทำงานอยู่เพื่อให้มาตรการต่างๆลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุดซึ่งตนเองยังมั่นใจว่าจะโตได้ใกล้เคียงหรือว่าถึงเป้าหมายที่วางไว้ให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2%
โครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เพิ่งปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า ถือว่าเป็นโครการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
โดยโครงการคนละครึ่งพลัสนี้สามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยดัน GDP ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาดำเนินการสั้นๆ ก็ตาม
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือมีค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) ที่สูง เนื่องจากเม็ดเงินกระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง
โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15-16% เท่านั้นที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยการที่เงินลงไปถึงมือชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเงินออกไปนอกระบบหรือการนำไปชำระหนี้มีน้อย ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่







