ต้อนรับปีม้า… พามาดูโครงการ SMEs Credit Boost

ต้อนรับปีม้า… พามาดูโครงการ SMEs Credit Boost

สวัสดีปีม้าค่ะ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ดุจม้าที่ปราดเปรียว พร้อมทะยานไปข้างหน้ากันค่ะ หากเราย้อนดูสุขภาพเศรษฐกิจประเทศ กลับพบว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขกันนะคะ

โดยผู้ว่าแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้กล่าวในงาน Thailand Next Move 2026 ไว้ว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง

ผลิตภาพต่ำ เพราะหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้าน โตกว่าไทย 2-3 เท่า อีกทั้ง แรงงานยังโตช้า จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ผลิตภาพต่ำ เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง

ภูมิคุ้มกันต่ำ จากการที่รายได้โตต่ำ ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้คนก่อหนี้เยอะ มีปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะคนตัวเล็ก SMEs และรายย่อย เปราะบาง เป็น NPL สูงขึ้นต่อเนื่อง 

เหลื่อมล้ำสูง แม้ธุรกิจรายใหญ่มีจำนวนน้อยเพียง 2% เท่านั้น แต่ครอบครองรายได้เกือบทั้งหมด คือ ราว 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ SMEs กลับขาดโอกาส มีปัญหาเข้าถึงเงินทุน

จากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ผู้ว่าฯ วิทัยจึงได้ให้ความเห็นว่า แบงก์ชาติต้องปรับบทบาทด้วยการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย  โดยมิได้คำนึงถึงการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านมาตรการเฉพาะจุดด้วย

ช่วง 2 เดือนมานี้ แบงก์ชาติได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน และออกมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม 2 โครงการ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

(1) 11 พ.ย.2568 ออกโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ผู้เขียนเคยเล่าแล้วว่า หมายถึง โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ 

(2) 26 ธ.ค.2568 แบงก์ชาติร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ผลักดันโครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

ทั้ง 2 โครงการนี้เริ่มดำเนินการรับปีใหม่ในเดือนแรกของปีม้านี้ ผู้ว่าฯ วิทัย ได้กล่าวในงานแถลงข่าวโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost ว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขด้วยโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องมีโครงการต่อเนื่อง และร่วมมือกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงร่วมมือกันวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ต้องช่วยกันลงมือทำ”

การที่ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ และเหลื่อมล้ำสูง ทำให้ประเทศขาดการลงทุน ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับประเทศอื่นยาก อีกทั้ง SMEs ไทยมีปัญหาการเข้าถึงเงินทุน

สะท้อนจาก สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อเองที่ลดลง และ ความระมัดระวังของ ธพ. ในการปล่อยสินเชื่อ เพราะ credit cost สูงขึ้นจากความไม่แน่นอน

โครงการ SMEs Credit Boost จะช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่ จึงถูกออกแบบภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ “ตรงจุด มี impact กระจาย และ คล่องตัว” 

1. “ตรงจุด” เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่มีศักยภาพ

2. มี “impact” ธพ.ปล่อยเม็ดเงินใหม่โดยไม่ช้า (2 ปี นับจากเริ่มโครงการ) ช่วยให้ธุรกิจยกระดับได้

3. “กระจาย” เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย

4. “คล่องตัว” ธพ. บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัว

 

ต้อนรับปีม้า… พามาดูโครงการ SMEs Credit Boost

กลุ่มเป้าหมายคือใคร

(1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ 

(2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่ (ที่แสดงให้เห็นว่าจะนำสินเชื่อไปส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย) ที่มีศักยภาพในการปรับตัว (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต)หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นมีการใช้ทรัพยากรใประเทศ

โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่

เหตุใดโครงการนี้จะจูงใจให้ ธพ. กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

(1) ครอบคลุมความเสียหายในระยะที่ยาวพอ คือ ไม่เกิน 7 ปี นับจากวันที่ ธพ. อนุมัติวงเงิน (2) ชดเชยในอัตราที่เพียงพอ รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น คือ ในช่วง 15-30% ขึ้นกับขนาดของธุรกิจ (3) ธพ. ทราบวงเงินชดเชยความเสียหายรวมของตนเองชัดเจจึงบริหารได้คล่องตัว

เพื่อป้องกัน moral hazard ธพ. จะบริหารสินเชื่ออย่างรัดกุม ซึ่งหากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสียเร็ว จะไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้ โดยต้องปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนมาขอรับเงินชดเชย

โครงการนี้แตกต่างจากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. อย่างไร

(1) กระบวนการคล่องตัว ธพ. จะได้รับจัดสรรวงเงินชดเชยรวมชัดเจนล่วงหน้า เอื้อการปล่อยสินเชื่อใหม่ (2) วงเงินสินเชื่อต่อรายสูง คือ SMEs ได้วงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อรายและรายใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อราย (3) ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

แหล่งเงินทุนของโครงการมาจากไหน

โครงการนี้มีแหล่งเงินทุนจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของ ธพ. ประมาณ 20,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

โครงการ SMEs Credit Boost นี้จะเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า (15 ม.ค.2569 เป็นต้นไป) ผู้ประกอบการสามารถดูได้จาก web site แบงก์ชาติ และสอบถามรายละเอียดผ่านช่องทางของ ธพ. ที่ท่านสนใจได้ค่ะ

ส่วนลูกหนี้ที่เป็น NPL อยู่ อย่าลืมรีบลงทะเบียนโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เริ่มเปิดแล้วเมื่อวานนี้ (5 ม.ค.2569) ผ่าน www.bot.or.th/th/cleardebt.html หรือ web site บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท www.sam.or.th รวมถึงช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

มาร่วมกันเสริมแกร่งให้กับตนเอง เพิ่มศักยภาพของเราและประเทศชาติ เป็น New You รับ New Year กันนะคะ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด