มองความจริง ‘นโยบายประชานิยม’ ทำยาก เมื่อภาระหนี้จ่อเต็มเพดาน

นโยบายประชานิยมแจกเงิน-ล้างหนี้ทำได้ยาก เหตุเพดานหนี้จ่อเต็ม-งบจำกัด ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติ จากปัญหาโครงสร้างรุมเร้า แนะเลิกแข่งกันแจกเงิน หันมาผ่าตัดใหญ่ปฏิรูปประเทศก่อนสายเกินแก้
อุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครากับพรรคร่วมรัฐบาล นำไปสู่การจัดเลือกตั้งทั่วไปใหม่อีกครั้งในเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งกำหนดเป็นวันที่ 8 ก.พ. 2569 ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองต่างเข้าสู่โหมดการเดินสายหาเสียง และพบว่าหลายพรรคที่เน้นนโยบายประชานิยมทุ่มงบประมาณมหาศาล ทั้งการแจกเงิน ล้างหนี้
อย่างไรก็ตาม สถานะการคลังประเทศในปัจจุบัน เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงขีดจำกัด และปัญหารากลึกของเศรษฐกิจไทยที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการกระตุ้นระยะสั้น
พูดความจริงกับรัฐบาล
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายหาเสียงที่เน้นการใช้งบประมาณจำนวนมาก อาทิ การแจกเงิน 200,000-300,000 บาท หรือการปลดหนี้โดยไม่ติดเครดิตบูโร ว่าเป็นนโยบายที่น่ากลัวและอาจเกินขีดความสามารถทางการคลัง เนื่องจากทรัพยากรในปีหน้ามีจำกัด
“หน้าที่ของกระทรวงการคลังคือ การพูดความจริงกับรัฐบาล ว่าประเทศยังเหลือพื้นที่ในการก่อหนี้ได้อีกมากน้อยเพียงใด หากไม่มีเม็ดเงินรองรับ นโยบายเหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้จริง หรือหากฝืนทำก็จะเกิดปัญหาคาราคาซัง เราต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ใส่เม็ดเงินกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตเพียงอย่างเดียว” นายลวรณ กล่าว
นักวิชาการแนะผ่าตัดใหญ่ประเทศ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ไทยหมดเวลาที่จะมองหาความสำเร็จที่ได้มาง่ายๆ (Low hanging fruit) แล้ว โดยชี้ว่าสัญญาณเศรษฐกิจไทยกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หากปล่อยไว้จะเข้าสู่เส้นทางที่ย้อนกลับไม่ได้
นายพิพัฒน์ เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยว่ากำลังอยู่ในภาวะกบต้มแบบไม่รู้ตัว โดยช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนพื้นฐานเศรษฐกิจไว้ การกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
3 ปัจจัยเสี่ยงทุบความสามารถแข่งขัน นายพิพัฒน์ วิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยหลักที่กำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่
1.โครงสร้างประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานลดลงทั้งจำนวนและคุณภาพ ขณะที่ระบบการศึกษายังถดถอย ทำให้ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ไม่ดึงดูดการลงทุนใหม่
2.ความสามารถในการแข่งขัน สินค้าส่งออกหลักอย่างรถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่แทนที่ ขณะเดียวกันสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าตีตลาดอาเซียนจากผลพวงภูมิรัฐศาสตร์
3.ความเหลื่อมล้ำและหนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจที่โตช้าลงปิดกั้นโอกาสการเลื่อนชั้นทางสังคม (Social Mobility) รายได้ที่แท้จริงไม่เติบโตสวนทางกับรายจ่าย ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรัง
แนะเลิกแข่งแจกเงิน-เร่งปฏิรูปก่อนตกขบวน
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หวังว่าเราจะเลิกแข่งกันเรื่องแจกเงินได้แล้ว ไทยจำเป็นต้องมีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ (Structural Reforms) อย่างจริงจัง ทั้งการดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสม การปฏิรูปการศึกษา ระบบราชการ และกฎหมาย เพื่อหาเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ แทนที่จะกินบุญเก่าที่กำลังจะหมดไป
ทั้งนี้ หากไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจไทยจะถดถอยจนกลายเป็นประเทศที่โลกลืม และปัญหาความเหลื่อมล้ำจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องช่วยกันถามพรรคการเมืองว่าจะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจแห่งโอกาสได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ถามว่าจะให้อะไร







