‘สภาพัฒน์’ กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า เสี่ยงฉุด GDP โตต่ำ

‘สภาพัฒน์’ กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69  ชี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า เสี่ยงฉุด GDP โตต่ำ

สศช. กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 คาดจีดีพีโตต่ำเพียง 1.7% ท่ามกลาง 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งส่งออกชะลอตัว-บาทแข็งค่า-ภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

KEY

POINTS

  • "สภาพัฒน์"กางโจทย์หินเศรษฐกิจปี 69 ฉุดจีดีพีโตในกรอบ 1.2 - 2.2%ท่ามกลาง 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งส่งออกชะลอตัว-บาทแข็งค่า-ภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด
  • พร้อมเตือนรับมือสุญญากาศงบประมาณปี 70 ช้าเหตุเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง
  • ชี้ต้องวางแผนแก้ภัยพิบัติด้วนแผนลงทุนระยะยาว ย้ำไทยต้องเร่งรื้อโครงสร้างสู่ High-Tech และ Wellness 
  • ชูธงเร่งเข้าสมาชิก OECD ภายใน 3 ปีเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลดึงความเชื่อมั่นโลก

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 2.2% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 1.7% อย่างไรก็ตามในปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญกับความท้าทาย และมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังหลายด้านทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือ โดยปัจจัยต่างๆที่ประเทศไทยต้องรับมือในปี 2569 ได้แก่

1.) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมของปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจโลก ในปี 2569 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3.1 - 3.2% ซึ่งแม้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในระดับ 3% จะดูมากกว่าการเติบโตของจีดีพีประเทศไทย แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจโลกถือว่า ไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก และเป็นระดับที่คงตัวเช่นนี้มาหลายปีนับตั้งแต่โลกเริ่มประสบปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ นอกจากนี้ปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 เช่นกัน 

โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวมาจากผลกระทบของสงครามการค้า (Trade War) ที่ยังไม่จบสิ้น รวมถึงมีการเร่งนำเข้าสินค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทยที่ในปี2569 ที่จะชะลอตัวลงจากในปี 2568

2.) ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าของไทยถือว่าผิดปกติและเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าปัญหานี้จะลากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ซึ่งสาเหตุที่ ธปท.และกระทรวงการคลังพบว่ามาจากวอลุ่มการเทรดทองคำที่มีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยวอลุ่มการเทรดทองคำในปัจจุบันบางช่วงสูงกว่าวอลุ่มในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากคนหันไปเก็งกำไรในทองคำที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ผลจากค่าเงินบาทแข็งค่านั้นแม้ว่าผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าทุน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มผู้ส่งออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบพอสมควรในแง่ของรายได้เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท

ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นกระทบกับภาคการท่องเที่ยวโดยในปี 2569 สศช.เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย 35 ล้านคน ซึ่งในระยะต่อไปหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness & Medical Tourism) เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัวมากขึ้น

แนะผู้ส่งออกเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า

เลขาธิการ สศช. มองว่าการที่ผู้ประกอบการไทยจะรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะยาวไม่ใช่แค่การดูที่ค่าเงินอย่างเดียว แต่ต้องปรับที่ตัวโครงสร้างสินค้าและบริการ โดยต้องเน้นคุณภาพและความแตกต่าง (Differentiation) ของสินค้าผู้ส่งออกไม่สามารถขายสินค้าแบบเดิมที่เน้นปริมาณได้อีกต่อไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตสินค้าเลียนแบบไทยได้เกือบหมดแล้ว ดังนั้น ต้องเปลี่ยนจากเน้นปริมาณการส่งออก เช่น การเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 มาเน้นที่การเพิ่มมูลค่า (Value Creation) และต้องผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพที่ตรงความต้องการของประเทศปลายทางแทนซึ่งทำให้เราสามารถขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปได้

ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยเคยมีฐานการผลิต ตอนนี้อยูในขั้นตอนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ High-Tech ที่เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยต้องเร่งเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) สมาร์ทเซนเซอร์ และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้รัฐต้องเร่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาค (Regional Value Chain - RVC) และรัฐต้องเร่งดึงห่วงโซ่ ของอุตสาหกรรมไฮเทคเข้ามาในไทยให้ครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคง (Security) และความเสถียรในการผลิต ลดความเสี่ยงจากเงื่อนไขทางการค้าโลก

แนะกระตุ้นการใช้ และผลิตสินค้าในประเทศ

ขณะที่การเจรจาการค้าที่ยังคงดำเนินการอยู่ประเทศไทยต้องเร่งการทำเกณฑ์ Local Content ต่อเนื่อง โดยเมื่อสร้าง RVC ได้แล้ว จะทราบสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งสามารถนำมาใช้กำหนดมาตรการจูงใจ (Incentive) ให้คนไทยใช้สินค้าไทยมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการผลิตภายในประเทศเพื่อชดเชยส่วนต่างจากค่าเงินได้ ขณะเดียวกันต้องมีการยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงผ่าน Wellness และ Medical Tourism ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย และเป็นการส่งออกภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป

สำหรับการหาตลาดเพิ่มเติมนายดนุชา กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาเปิดเสรีการค้า (FTA) โดยเฉพาะ FTA ไทย – EU เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลก

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กระทบเศรษฐกิจโลก 

3.) ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)  ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง และถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบและความขัดแย้งในจุดต่าง ๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลามและขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหาร ขณะที่สหรัฐเริ่มมีการส่งสัญญาณว่ากำลังจะส่งกำลังทหารเข้าไปในเวเนซุเอลาที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งเป็นสัญญาณความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งต่างๆเหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบการค้าเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) ได้

4.) ความเสี่ยงจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ซึ่งมาจากแรงส่งในเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดลงภายหลังจากที่มีการยุบสภาฯ ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ยากที่จะพึ่งพาการบริโภคของประชาชนมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะมีความล่าช้า เนื่องจากในปี 2569 เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ทำให้การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 มีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอ ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงบประมาณต่อ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องอาศัยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

และ 5.) ความเสี่ยงเรื่องภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลักที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันต่องบประมาณของประเทศ เนื่องจากต้องใช้วงเงินในการจ่ายเยียวยาภัยธรรมชาติปีละประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการลงทุนในเรื่องระบบน้ำของประเทศ และการหาระบบการประกันภัยที่เหมาะสมให้กับประเทศ จึงถือว่ามีความจำเป็นในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เป็นโครงการลงทุนในระยะยาวจะมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อให้สามารถลดภาระงบประมาณในการเยียวยาในระยะยาว โดยต้องเริ่มต้นมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เช่น โครงการคลองระบายน้ำเพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ หรือโครงการที่ตัดยอดน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาตอนบน เช่น คลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย เพราะหากไม่ลงทุนโครงการลักษณะนี้จะกลายเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซาก และทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงจากการกู้ยืมมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมความเปราะบางของครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติด้วย

ตั้งเป้า 3 ปีเข้าเป็นสมาชิก OECD 

เลขาธิการ สศช.ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ของประเทศไทยในปัจจุบันมีความคืบหน้าสำคัญ โดยไทยได้ยื่นแสดงเจตจำนง (Initial Memorandum - INM) ไปเรียบร้อยแล้ว และได้เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจทานด้านเทคนิค (Technical Review) ซึ่งคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของ OECD จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลและหาข้อเท็จจริง (Finding) ภายในประเทศ เพื่อประเมินมาตรฐานและจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล

โดยหัวใจสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกคือความรวดเร็วในการ ปิดช่องว่าง (Close Gap) ตามคำแนะนำของ OECD ซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ ขั้นตอนการทำงาน และการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น โดย สศช. ได้มีการประสานงานกับทางสภาเพื่อเตรียมความพร้อมในการเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะเข้าเป็นสมาชิกให้ได้เร็วขึ้นคือภายใน 3  ซึ่งถือว่ารวดเร็วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยสากลที่ 5 ปี โดยปัจจุบันในอาเซียนมีเพียงอินโดนีเซียที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกเช่นเดียวกับไทย

“การเข้าเป็นสมาชิก OECD เปรียบเสมือนการที่ประเทศไทยได้รับ ใบรับรองมาตรฐาน ISO ในระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานทุกภาคส่วนให้เป็นสากลและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันระดับโลก นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกปัจจุบันทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และอังกฤษ ต่างให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการเห็นประเทศจากภูมิภาคเอเชียเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกผ่านองค์การนี้มากขึ้น” นายดนุชา กล่าว