‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’ เพิ่มความเสี่ยง ‘ภูมิรัฐศาสตร์โลก’

‘สภาพัฒน์’ จับตาสถานการณ์ ‘เวเนซุเอลา’  เพิ่มความเสี่ยง ‘ภูมิรัฐศาสตร์โลก’

"สภาพัฒน์" จับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ หลังสหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา หวั่นบานปลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค กระทบบรรยากาศการค้าโลกชี้หากบานปลายส่งผลกระทบ ซัพพลายเชนอุตสาหกรรม

KEY

POINTS

  • สภาพัฒน์ฯ เฝ้าระวังสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เพิ่มขึ้น
  • ชี้สหรัฐ ส่งกำลังทหารเข้าปฏิบัติการในเวเนซุเอลา มีความเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคได้
  • สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก นอกเหนือจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน และตะวันออกกลาง 
  • ชี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกในปีนี้มากขึ้น 

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในกรอบ 1.2-2.2% หรือมีค่ากลางราว 1.7% สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ สศช.เฝ้าระวัง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยถือว่าเผชิญความท้าทาย และมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังหลายด้านทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือ โดยปัจจัยต่างๆ ที่ประเทศไทยต้องรับมือในปี 2569 นั้นยังรวมถึงเรื่องของความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตามอง และถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในเวทีโลก

ปัจจุบันสงครามในยูเครนที่ยังไม่จบ และความขัดแย้งในจุดต่างๆ ของโลกสร้างความหวาดกลัวว่าจะลุกลาม และขยายวงกว้างขึ้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งเริ่มมีการเพิ่มงบประมาณทางทหาร และดูเรื่องการเกณฑ์ทหารเพิ่มขึ้น ขณะที่สหรัฐส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการใน “เวเนซุเอลา”

ซึ่งต้องจับตาดูว่าสถานการณ์นี้จะบานปลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณหนึ่งของความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลกที่ต้องมีการจับตาดูสถานการณ์ใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้อาจนำไปสู่การใช้เงื่อนไขกดดันที่จะกระทบบรรยากาศการค้าโลกมากขึ้น  รวมทั้งอาจจะทำให้ระบบการผลิตหรือซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกจนเกิดการหยุดชะงัก (Disruption) ได้

ก่อนหน้านี้ในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่ สศช.ประเมินไว้ระบุว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ และปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลก ได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงของการค้าระหว่างประเทศในช่วงปี 2568 ขณะที่ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจ และปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.8% และ 2.3% ชะลอลงจาก 3.2% และ 3.4% ในปี 2568  

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อทั้งสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ สำหรับแรงกดดัน ด้านเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นภายหลังผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนทางการค้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ ธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ มีแนวโน้มจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศ กำลังพัฒนา และเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเงินลงทุนระหว่างประเทศจากการปรับ ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ

นอกจากนี้ความเสี่ยงทางด้านความภูมิรัฐศาสตร์โดยจะส่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และพลังงาน ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 สศช.คาดว่าจะอยู่ในช่วง 58 - 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจาก 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปี 2568 โดยมีปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ได้แก่

  1. แนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และการค้าโลกที่ส่งผล ให้อุปสงค์น้ำมันดิบลดลงโดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และจีนที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่
  2. แนวโน้มการปรับเพิ่มกำลัง การผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศ OPEC+ สะท้อนจากการปรับเพิ่มโควตาการผลิตของประเทศสมาชิกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่ OPEC+ ที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง
  3. และแนวโน้มปริมาณน้ำมันดิบ และเชื้อเพลิงเหลวคงคลัง สุทธิของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.4 ล้านบาร์เรล สะท้อนการผลิตส่วนเกินของน้ำมันดิบโลก ขณะที่ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวน และอาจปรับตัวสูงขึ้นได้ภายใต้ความไม่แน่นอน ของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์