‘ทรัมป์’ เดินเกมกดราคาน้ำมัน จับตา 'เวเนซุเอลา' เพิ่มกำลังผลิต

“นักวิเคราะห์” ประเมิน “ทรัมป์” โค่นผู้นำเวเนซุเอลา ชี้ระยะสั้นไม่กระทบตลาดพลังงานโลก คาดระยะกลางส่งออกน้ำมันเพิ่ม ส.อ.ท.ชี้ทรัมป์ต้องการกดราคาน้ำมัน คุมเงินเฟ้อ
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. ชี้ว่าการที่สหรัฐ เข้าไปควบคุมเวเนซุเอลา มีเป้าหมายเพื่อกดราคาน้ำมันโลกไม่ให้สูง ตามนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการคุมเงินเฟ้อ และตัดกำลังทางเศรษฐกิจของคู่แข่งอย่างรัสเซีย
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากรัฐบาลเวเนซุเอลาถูกโค่นล้ม และมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อาจทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะกลาง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง
- สหรัฐ ประกาศว่าบริษัทน้ำมันอเมริกันจะเข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูภาคพลังงานของเวเนซุเอลา แต่การลงทุนจริงยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง และต้องรอรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน
- ในระยะสั้น ตลาดน้ำมันอาจปรับขึ้นเล็กน้อยจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะยาวคาดว่าราคาน้ำมันจะลดลงจากแนวโน้มอุปทานที่จะเพิ่มขึ้นจากเวเนซุเอลา สู่ตลาดโลกที่อยู่ในภาวะอุปทานล้นเกินอยู่แล้ว
- การเคลื่อนไหวของสหรัฐ ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และลดอิทธิพลของพันธมิตรเวเนซุเอลา เช่น จีน และรัสเซีย
“เวเนซุเอลา” แหล่งผลิตที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน รายงานว่าปัจจุบันโลกมีปริมาณสำรอง 1,732 พันล้านบาร์เรล
ขณะที่เวเนซุเอลา มีปริมาณสำรองมากที่สุด 304 พันล้านบาร์เรล รองลงมาเป็นซาอุดีอาระเบีย 298 พันล้านบาร์เรล , แคนาดา 168 พันล้านบาร์เรล , อิหร่าน 158 พันล้านบาร์เรล , อิรัก 145 พันล้านบาร์เรล , รัสเซีย 108 พันล้านบาร์เรล และสหรัฐ 69 พันล้านบาร์เรล
ในขณะที่เวเนซุเอลา ถือว่ามีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ติดอันดับโลก โดยโรงกลั่น PARAGUANA REFINERY COMPLEX ของ PDVSA ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 940,000 บาร์เรลต่อวัน แต่โรงกลั่นเวเนซุเอลา ผลิตได้ต่ำกว่ากำลังการผลิตมาก
ด้านกำลังการผลิตถือว่ารองจากโรงกลั่น JAMNAGER REFINERY ของบริษัท RELIANCE INDUSTRIES LTD. (อินเดีย) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก
อาร์เน โลห์มันน์ ราสมุสเซน หัวหน้านักวิเคราะห์ และหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ A/S Global Risk Management กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า แม้การโจมตีของสหรัฐจะใหญ่อย่างคาดไม่ถึงแต่ตลาดรับรู้แล้วว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลต่อการส่งออกน้ำมัน
สำหรับเวเนซุเอลา สมาชิกก่อตั้งโอเปก มีแหล่งน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วใหญ่สุดในโลก แต่ปัจจุบันผลิตไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งไม่ถึง 1% ของผลผลิตโลก และส่งออกเพียงครึ่งของผลผลิต หรือ 500,000 บาร์เรล
นักวิเคราะห์รายนี้ ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับขึ้นเพียง 1-2 ดอลลาร์ หรืออาจน้อยกว่านั้น เมื่อตลาดซื้อขายล่วงหน้าเปิดทำการคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค.69 ราคาน้ำมันเบรนท์จะลดลงเล็กน้อยในสัปดาห์หน้าเมื่อเทียบราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ม.ค.69 ที่ 60.75 ดอลลาร์
“แม้เป็นเหตุการณ์ภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ปกติคาดว่าทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ยังมีน้ำมันมากเกินไปในตลาด และทำให้ราคาน้ำมันไม่พุ่งขึ้นเร็ว” ราสมุสเซน สรุป
บ๊อบ แมคแนลลี นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy กล่าวว่า เขาแนะนำลูกค้าก่อนสุดสัปดาห์นี้ว่า ผลผลิต 1 ใน 3 ของเวเนซุเอลากำลังอยู่ในความเสี่ยงแม้ไม่คาดว่าผลผลิตจากเวเนซุเอลาทั้งหมดจะหายไป แต่ไม่ได้มีความเสี่ยงมากนักต่อตลาดน้ำมันระยะสั้น
ตลาดน้ำมันปี 2025 ตกต่ำมากสุดเมื่อเทียบเป็นรายปีในรอบ 5 ปี ราคาน้ำมันเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานโลกลดลง 19% ในปีที่แล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเกือบ 20% ตลาดรับแรงกดดันจากการที่กลุ่มโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิต หลังลดการผลิตมาหลายปี สหรัฐก็ผลิตน้ำมันระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่า 13.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เหล่านักวิเคราะห์ เผยว่า ราคาน้ำมันอาจลดลงอีกเมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาถูกโค่น เพิ่มความเป็นไปได้ว่าผลผลิตจะทยอยเพิ่มขึ้น
ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานของ MST Financial ประเมินว่า การส่งออกอาจแตะระดับ 3 ล้านบาร์เรล ในระยะกลาง หากรัฐบาลเวเนซุเอลาชุดใหม่นำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และนักลงทุนต่างชาติกลับมา
“แม้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาอาจกระทบตลาดในตอนแรก แต่สถานการณ์แย่มากอยู่แล้ว ดังนั้นจากนี้ไปจึงมีแต่จะดีขึ้น” เดวิด โกลด์วิน ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมพลังงาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้ความเห็น
สหรัฐเพิ่มลงทุนน้ำมัน “เวเนซุเอลา”
การแถลงข่าวของทรัมป์วันที่ 3 ม.ค.69 ระบุถึงการห้ามซื้อขายน้ำมันเวเนซุเอลายังมีผลบังคับใช้ บริษัทน้ำมันสหรัฐจะลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ฟื้นฟูภาคพลังงานของเวเนซุเอลา
โกลด์วิน กล่าวว่า เป็นเรื่องยากจะคาดเดาว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐจะลงทุนหรือไม่ เพราะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรัฐบาลชั่วคราวและรัฐบาลในอนาคตของเวเนซุเอลา ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากอิรัก และอัฟกานิสถาน คือ การเปลี่ยนผ่านยากลำบาก ไม่มีบริษัทใดลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในระยะยาวจนกว่าจะรู้เงื่อนไข และจะไม่รู้เงื่อนไขจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่
ในขณะที่หลายบริษัท เช่น แอกซอนโมบิล ยังรอเก็บหนี้จาก Petróleos de Venezuela S.A. (PDVSA) บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา
บริษัทน้ำมันสหรัฐไม่ลืมประสบการณ์เลวร้าย
แมคแนลลี จาก Rapidan Energy กล่าวว่า บริษัทน้ำมันสหรัฐยังไม่ลืมเหตุการณ์ถูกขับออกจากเวเนซุเอลาช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อรัฐบาลยึดทรัพย์สินบริษัทน้ำมันต่างชาติ แต่การเข้าถึงแหล่งสำรองน้ำมันใหญ่สุดในโลก “เย้ายวนใจ” สำหรับบริษัทน้ำมันสหรัฐหากยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
แต่การลงทุนต้องใช้เวลาหลายสิบปี และเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่ ขึ้นกับโลกต้องการน้ำมันมากขนาดนั้นหรือไม่
“ปลายปีที่แล้วนี่ตลาดเห็นตรงกันว่าความต้องการใช้น้ำมันหยุดเติบโตภายใน 4 ปีเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า นโยบายประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” แมคแนลลี กล่าว
แต่เมื่อสหรัฐ และประเทศอื่น อาทิ จีน และแคนาดา ผ่อนคลายนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลง และยอดขายรถอีวีตก โอกาสการลงทุนในเวเนซุเอลาจึงน่าสนใจมากขึ้น
ส.อ.ท.ชี้ทรัมป์ต้องการกดราคาน้ำมัน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองอันดับ 1 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปกลุ่มประเทศพันธมิตรที่เป็นขั้วตรงข้ามกับสหรัฐเช่น จีน และอินเดีย
สำหรับการที่สหรัฐเข้าไปควบคุมเพื่อบริหารจัดการ ปรับโครงสร้างการลงทุน และเพิ่มกำลังการผลิตที่เคยน้อยเกินไปแท้จริงต้องการ “กดราคาเข้าน้ำมันโลกไม่ให้สูง” ตามที่ทรัมป์เคยประกาศ
“ทรัมป์ต้องการคุมเงินเฟ้อ เพราะตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่ง มีนโยบายชัดเจนในการคุมราคาน้ำมันเฉลี่ย 58-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบเงินเฟ้อ และราคาสินค้าในสหรัฐที่อาจส่งผลต่อคะแนนนิยม” นายเกรียงไกร กล่าว
ทั้งนี้ ทรัมป์ ต้องการตัดกำลังคู่แข่งทางการเมือง โดยปฏิบัติการครั้งนี้ถูกมองเป็นวิธีตัดกระสุนหรือตัดกำลังทางเศรษฐกิจของรัสเซียที่อยู่ภาวะสงครามมา 4 ปี หากสหรัฐควบคุมน้ำมันจากเวเนซุเอลา และระบายน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลเข้าตลาดโลกได้จะทำให้ราคาน้ำมันโลกถูกกดให้ต่ำลง ส่งผลให้ประเทศที่พึ่งพาการค้าขายน้ำมันอย่างรัสเซียอ่อนแอลง
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สิ่งสำคัญยังต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะในระยะสั้นตลาดน้ำมันอาจเกิดอาการ “ช็อก” และราคามีการขยับตัวขึ้นจากความตกใจ แต่ในระยะยาวต้องดูมาตรการของสหรัฐว่าจะเข้าไปควบคุมปริมาณน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างไร เพื่อบรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพราคา และกดดันคู่แข่งทางการเมืองระดับโลก
หวั่นความขัดแย้งขยายวง
นอกจากนี้ ทั้งนี้ อาจสร้างรอยร้าว และความแตกแยกในระดับสากล ด้วยเหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับพันธมิตรสำคัญอย่าง จีน รัสเซีย อิหร่าน หรือแม้แต่บราซิล ซึ่งได้ออกมาประท้วง
ในขณะที่ประเทศในแถบอเมริกาด้วยกันอย่างอาร์เจนตินา ซึ่งออกมาแสดงความชื่นชม สถานการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงรอยปริ และความแตกแยกที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการแบ่งขั้วทางการเมืองโลกที่ชัดเจนขึ้นโดยยังไม่มีความพิสูจน์ที่แน่ชัดตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าว จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ปี 2569 อย่างแน่นอน ซึ่งเดิมทีหลายสำนักพยากรณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะต่ำกว่าปี 2568 โดยปี 2568 อยู่ที่ 3.2% และเคยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะอยู่ที่ 3.7% แต่ล่าสุดทุกสำนักได้ปรับประมาณการลงเหลือเพียง 3.1% เท่านั้น อีกทั้ง เมื่อมาเกิดเหตุการณ์นี้ในช่วงต้นปี ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโลกให้ย่ำแย่ลงไปอีก
จับตาสหรัฐจัดการน้ำมันสำรองเวเนซุเอลา
ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา ถูกจับตาว่าอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ภาพรวมตลาดโลก และเอเชียยังไม่ถูกมองว่าเสียหายรุนแรง แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเฉพาะภายใน
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ต้องติดตามสหรัฐจะจัดการ Reserve น้ำมันเวเนซุเอลาที่สูงสุดในโลกถึง 3 แสนล้านบาร์เรล อย่างไร และหากอิงจากข้อมูลอดีต เช่น อิรัก , อัฟกานิสถาน พบว่าไม่ง่ายเพราะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ยังคำนวณความคุ้มค่าครั้งนี้ไม่ได้
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน โดยแบบจำลองพบทุก 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% (ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%) จากปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมัน 8.0 แสนบาร์เรลต่อวัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง)
ดังนั้น ทิศทางราคาน้ำมันดิบมองว่าระยะสั้นอาจเห็นการ “ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย” จาก sentiment สงคราม แต่มีมุมมองเป็นลบอ่อนๆ ต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการว่าอุปทานน้ำมันดิบจะปรับเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว
โดยปัจจุบันใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2569 ที่ 65.0 ดอลลาร์ บนสถานะ Over supply ประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปที่ 58-60 ดอลลาร์ โดยทุก 5 ดอลลาร์ น้ำมันดิบส่งผลต่อ downside ต่อ SET_EPS ประมาณ 1 จุด +/- (จากประมาณการปัจจุบัน 90.5)
จับตาโอเปกทบทวนกำลังการผลิต
นายเกษม พันธ์รัตนมาลา ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI กล่าวว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นโลก และราคาน้ำมันจะจำกัด และไม่ยืดเยื้อ เพราะแหล่งผลิตไม่เสียหาย และอุปทานน้ำมันยังอยู่
สำหรับผลกระทบต่อราคาน้ำมันประเมินยากเพราะเวเนซุเอลาถูกคว่ำบาตรมานาน ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามหากจีนซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาไม่ได้ และต้องหันไปซื้อจากตลาดโลกอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดจับตาการประชุมของกลุ่มโอเปกในอีกไม่กี่วันนี้ จะคงกำลังการผลิตไตรมาส 1 ปีนี้หรือไม่ หากคงกำลังการผลิตควบคู่อุปสงค์จีนเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้น แต่หากโอเปกเพิ่มกำลังการผลิตอาจหักล้างผลกระทบดังกล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







