ปิดฉาก 'คนละครึ่งพลัส' เงินสะพัด 8.4 หมื่นล้าน ดัน GDP ปี 68 โต 0.2%

“คลัง” เผยตัวเลขปิดโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 84,185 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิเกือบ 20 ล้านราย ร้านค้าร่วมเฉียดล้าน ชี้เม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โตเพิ่ม 0.2% มั่นใจโมเมนตัมส่งผลบวกต่อเนื่องถึงต้นปี 69
นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงบทสรุปของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งท้ายปี 2568 ว่า โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 23.00 น. ที่ผ่านมา
ภาพรวมการดำเนินงานถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้สูงถึง 84,185.73 ล้านบาท จากจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งสิ้น 19.76 ล้านราย สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและความตื่นตัวของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย พบสัดส่วนที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็นเม็ดเงินที่มาจากกระเป๋าประชาชนเองถึง 42,810.64 ล้านบาท และส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่ายสมทบ จำนวน 41,375.09 ล้านบาท ซึ่งเมื่อแยกประเภทช่องทางการใช้จ่าย พบว่า ร้านค้าทั่วไป ยังคงเป็นช่องทางหลัก โดยมียอดใช้จ่ายรวมสูงสุด แบ่งเป็นเงินประชาชน 41,251.73 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 39,899.53 ล้านบาท
ขณะที่ ฟู้ดเดลิเวอรี่ (Food Delivery Platform) มียอดการใช้จ่ายสะสมรวมกว่า 3 พันล้านบาท แบ่งเป็นเงินประชาชน 1,558.91 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 1,475.56 ล้านบาท
ด้านฝั่งผู้ประกอบการ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการสะสมถึง 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่จำนวน 89,799 ราย
ดัน GDP ปี 68 โตเพิ่ม 0.2%
นายพงศ์นคร กล่าวเน้นย้ำในประเด็นเศรษฐกิจมหภาคว่า เม็ดเงินกว่า 8.4 หมื่นล้านบาทที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 ให้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ
"ผลของโครงการนี้ทำให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิด Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ทั้งภาคการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน ไปจนถึงภาคการขนส่ง ซึ่งแรงขับเคลื่อนนี้ไม่ได้จบแค่สิ้นปี แต่จะส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2569 อีกด้วย" นายพงศ์นคร กล่าว







