ส.อ.ท. ชี้ชิ้นส่วน Tier 1-2 ต้อง 'อัปสกิล-กระจายความเสี่ยง' กันดิสรัปชันแรงงาน

ส.อ.ท. ชี้ชิ้นส่วน Tier 1-2 ต้อง 'อัปสกิล-กระจายความเสี่ยง' กันดิสรัปชันแรงงาน

ยานยนต์ไทยปี 69 เร่งรับมือ EV–SDV "ส.อ.ท." ชี้ชิ้นส่วน Tier 1-2 ต้อง "อัปสกิล-กระจายความเสี่ยง" เพื่อป้องกันดิสรัปชันภาคแรงงาน

KEY

POINTS

  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ (SDV) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1-2 และแรงงาน ซึ่งต้องเร่ง Upskill และ Reskill ทักษะด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ เพื่อป้องกันการเลิกจ้างในวงกว้าง
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องกระจายความเสี่ยง (Diversify) โดยไม่ยึดติดกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป และหันไปผลิตชิ้นส่วนสำหรับ EV และ SDV เช่น แบตเตอรี่ โมดูลอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ยานยนต์
  • แนะให้ต่อยอดองค์ความรู้เดิมไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน หรือระบบราง ซึ่งใช้มาตรฐานการผลิตใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาการจ้างงาน
  • ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้ปรับตัวทัน โดยปี 2569 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หากปรับตัวไม่ทันอาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์โลกจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicle: SDV) อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 กำลังเผชิญ “โจทย์ใหญ่” ที่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่รวมถึง ความอยู่รอดของห่วงโซ่อุปทานและแรงงานในระบบเดิม

นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ EV และ SDV จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการระดับ Tier 1-2 รวมถึงแรงงานในสายการผลิตเดิม หากไม่เร่งปรับตัว มีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปชันและนำไปสู่การเลิกจ้างในวงกว้าง

เร่งอัปสกิลแรงงาน รับเทคโนโลยีใหม่

หัวใจสำคัญของการรับมือ คือการ Upskill และ Reskill แรงงาน ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และดิจิทัล โดยแรงงานต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สถานศึกษาจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ได้ทันที

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ แรงงานจึงต้องเปลี่ยนตาม หากปรับตัวทัน จะยังมีงานและบทบาทในระบบใหม่” นางสาวยุพินกล่าว

ชิ้นส่วนไทยต้อง "กระจายความเสี่ยง" ไม่ยึดติด ICE

สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ส.อ.ท. มองว่า การยึดติดกับชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มความเสี่ยงในระยะกลาง-ยาว ผู้ประกอบการจึงควร Diversify ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับ EV และ SDV เช่น ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ โมดูลอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบอัจฉริยะ

ขณะเดียวกัน การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในรูปแบบ Joint Venture (JV) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเปิดประตูเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ได้เร็วขึ้น

ต่อยอดความเชี่ยวชาญ สู่ธุรกิจนอกยานยนต์

นางสาวยุพิน กล่าวต่อว่า อีกแนวทางสำคัญคือการต่อยอดองค์ความรู้เดิมของผู้ผลิตชิ้นส่วนไปสู่ อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพในอนาคต เช่น เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน ระบบราง หรือเรือ ซึ่งใช้ความแม่นยำและมาตรฐานการผลิตใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยานยนต์

แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์ และทำให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถรักษาการจ้างงานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

รัฐต้องหนุนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดึงลงทุน

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายที่สร้างสมดุล ระหว่างการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะจากค่ายรถ EV ต่างชาติ กับการยกระดับผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้จริง ผ่านการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้ปรับตัวได้ทัน

“ปี 2569 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากอุตสาหกรรมและแรงงานไทยปรับตัวทัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นโอกาส แต่หากช้า อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว” นางสาวยุพินกล่าว