ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าพลังงาน ปี 69 ‘ปตท.-กฟผ.’ ชี้ 'มั่นคง-ต้นทุน' หัวใจแข่งขันโลก

เทรนด์พลังงานปี 69 ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์ "ปตท.-กฟผ." ชี้ความมั่นคง-ต้นทุน คือหัวใจแข่งขัน” เดินสู่เป้า Net Zero
KEY
POINTS
- ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ทิศทางพลังงานไทยปี 2569 มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ ความมั่นคงพลังงาน, ต้นทุนที่แข่งขันได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- ปตท. วางยุทธศาสตร์รักษาสภาพคล่องเพื่อลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสริมศักยภาพการค้าในตลาดโลก
- กลยุทธ์ของ ปตท. จะสร้างสมดุลระหว่างการจัดหา LNG ระยะยาว (5-6 ล้านตันต่อปี) เพื่อความมั่นคง กับการดูแลผู้ถือหุ้น และขยายธุรกิจปิโตรเคมีโดยหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- กฟผ. เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยทุ่มงบ 22,000 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อพัฒนาโครงการ Solar Floating, โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และขยายระบบส่งไฟฟ้ารองรับ EEC และ Data Center
- เพื่อควบคุมต้นทุนและค่าไฟฟ้า กฟผ. จะจัดหา LNG สัญญาระยะยาวประมาณ 1 ล้านตันต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา และทยอยบริหารจัดการหนี้ค่า Ft ที่มีอยู่
- ทั้งสองหน่วยงานเห็นตรงกันว่าการบริหารความมั่นคง คุมต้นทุน และเร่งลงทุนพลังงานสะอาดอย่างสมดุล คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถแข่งขันและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานและการลงทุนของภูมิภาคได้
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางพลังงานไทยในปี 2569 ถูกกำหนดด้วยโจทย์ใหญ่ 3 ด้านพร้อมกัน คือ ความมั่นคงพลังงาน ต้นทุนที่แข่งขันได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยผู้เล่นหลักอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่างขยับเกมรุกเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือความผันผวนและวางฐานการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยว่า ในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง “สภาพคล่อง” คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ ปตท. ต้องรักษาไว้ เพื่อให้พร้อมลงทุนทันทีเมื่อโอกาสเหมาะสม โดยเฉพาะในธุรกิจ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่ง ปตท. อยู่ระหว่างพิจารณาโครงการลงทุนหลายแห่งทั่วโลก
ทั้งนี้ การลงทุนจะคัดเลือกเฉพาะโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ฝั่งอุปทาน เช่น โครงการ Liquefaction เพื่อให้ได้สิทธิ์และปริมาณ LNG ระยะยาว ไปจนถึงฝั่งปลายน้ำอย่าง Regasification และ LNG Terminal ในประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่นและจีน เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจเทรดดิ้งในตลาดโลก
“ภารกิจหลักของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ภายใต้ราคาที่แข่งขันได้ และเดินควบคู่กับความยั่งยืน” นายคงกระพันกล่าว พร้อมระบุว่า ปี 2569 จะยังเป็นปีที่ท้าทาย จากดีมานด์พลังงานโลกที่ซบเซา ซัพพลายล้นตลาด และราคาน้ำมันที่ไม่น่าฟื้นตัวแรง ส่งผลให้ธุรกิจกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง
คุมสมดุลลงทุน-มั่นคงพลังงาน-ผู้ถือหุ้น
สำหรับการลงทุน ปตท. จะดำเนินกลยุทธ์แบบ “สมดุล” ระหว่างการสร้างความมั่นคงพลังงาน เช่น การจัดหาซัพพลาย LNG ระยะยาว 5-6 ล้านตันต่อปีจากกาตาร์ มาเลเซีย และสหรัฐ กับการดูแลผู้ถือหุ้น ทั้งในมิติการจ่ายปันผลและการศึกษาซื้อหุ้นคืน
ขณะเดียวกัน ปตท. เดินหน้าขยายขนาดธุรกิจ (Scale) เพื่อดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุน โดยมองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและซัพพลายเชนของภูมิภาค พร้อมเปิดทางหา พันธมิตรเชิงกลุ่ม ให้กับธุรกิจปิโตรเคมีในเครือ เช่น IRPC และ GC เพื่อสร้าง Synergy สูงสุด
นายคงกระ พัน กล่าวยืนยันว่า ปตท. สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ของรัฐบาลเต็มที่ และเห็นว่าการเร่งประกาศนโยบายจะช่วยผลักดันกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้าน Carbon Capture and Storage (CCS) ให้เดินหน้าเร็วขึ้น พร้อมเตือนว่าประเทศไทยต้องสร้างสมดุลระหว่างการจัดเก็บภาษีคาร์บอนกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ต้นทุนอุตสาหกรรมสูงเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
กฟผ.เร่งพลังงานสะอาด คุมค่าไฟ รับดีมานด์ใหม่
ด้าน นายนรินทร์ เผ่าวณิชย์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ทิศทางพลังงานปี 2569 จะมุ่งเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่การบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้เป้าหมายเร่ง Net Zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2050
กฟผ. เตรียมเร่งโครงการ Solar Floating ที่เขื่อนหลัก 3 แห่ง และพัฒนา โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน พร้อมเตรียมโรงไฟฟ้าให้รองรับการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอนาคต
โดยแผนลงทุนปี 2569 กฟผ. ใช้งบประมาณราว 22,000 ล้านบาท โดยเน้นขยายระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และการเข้ามาของ Data Center จำนวนมาก คาดเพิ่มศักยภาพจ่ายไฟได้อีก 1,750 เมกะวัตต์ภายในครึ่งปีแรก
ในด้านต้นทุนเชื้อเพลิง กฟผ. เตรียมจัดหา LNG ระยะยาว 10-15 ปี ปริมาณราว 1 ล้านตันต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ขณะที่แนวโน้มราคาพลังงานโลกปีหน้าคาดว่าจะทรงตัวในระดับ 11-12 ดอลลาร์ ช่วยให้ กฟผ. ทยอยบริหารหนี้ค่า Ft ที่เหลือกว่า 4 หมื่นล้านบาท และคุมค่าไฟให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางพลังงานไทยในปี 2569 ถูกกำหนดด้วยโจทย์ใหญ่ 3 ด้านพร้อมกัน คือ ความมั่นคงพลังงาน ต้นทุนที่แข่งขันได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยผู้เล่นหลักอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่างขยับเกมรุกเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรับมือความผันผวนและวางฐานการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยว่า ในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง “สภาพคล่อง” คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ ปตท. ต้องรักษาไว้ เพื่อให้พร้อมลงทุนทันทีเมื่อโอกาสเหมาะสม โดยเฉพาะในธุรกิจ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่ง ปตท. อยู่ระหว่างพิจารณาโครงการลงทุนหลายแห่งทั่วโลก
ทั้งนี้ การลงทุนจะคัดเลือกเฉพาะโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัท ครอบคลุมตั้งแต่ฝั่งอุปทาน เช่น โครงการ Liquefaction เพื่อให้ได้สิทธิ์และปริมาณ LNG ระยะยาว ไปจนถึงฝั่งปลายน้ำอย่าง Regasification และ LNG Terminal ในประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่นและจีน เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจเทรดดิ้งในตลาดโลก
“ภารกิจหลักของ ปตท. คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ภายใต้ราคาที่แข่งขันได้ และเดินควบคู่กับความยั่งยืน” นายคงกระพันกล่าว พร้อมระบุว่า ปี 2569 จะยังเป็นปีที่ท้าทาย จากดีมานด์พลังงานโลกที่ซบเซา ซัพพลายล้นตลาด และราคาน้ำมันที่ไม่น่าฟื้นตัวแรง ส่งผลให้ธุรกิจกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง
คุมสมดุลลงทุน-มั่นคงพลังงาน-ผู้ถือหุ้น
สำหรับการลงทุน ปตท. จะดำเนินกลยุทธ์แบบ “สมดุล” ระหว่างการสร้างความมั่นคงพลังงาน เช่น การจัดหาซัพพลาย LNG ระยะยาว 5-6 ล้านตันต่อปีจากกาตาร์ มาเลเซีย และสหรัฐ กับการดูแลผู้ถือหุ้น ทั้งในมิติการจ่ายปันผลและการศึกษาซื้อหุ้นคืน
ขณะเดียวกัน ปตท. เดินหน้าขยายขนาดธุรกิจ (Scale) เพื่อดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุน โดยมองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและซัพพลายเชนของภูมิภาค พร้อมเปิดทางหา พันธมิตรเชิงกลุ่ม ให้กับธุรกิจปิโตรเคมีในเครือ เช่น IRPC และ GC เพื่อสร้าง Synergy สูงสุด
นายคงกระ พัน กล่าวยืนยันว่า ปตท. สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ของรัฐบาลเต็มที่ และเห็นว่าการเร่งประกาศนโยบายจะช่วยผลักดันกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานด้าน Carbon Capture and Storage (CCS) ให้เดินหน้าเร็วขึ้น พร้อมเตือนว่าประเทศไทยต้องสร้างสมดุลระหว่างการจัดเก็บภาษีคาร์บอนกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ต้นทุนอุตสาหกรรมสูงเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
กฟผ.เร่งพลังงานสะอาด คุมค่าไฟ รับดีมานด์ใหม่
ด้าน นายนรินทร์ เผ่าวณิชย์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ทิศทางพลังงานปี 2569 จะมุ่งเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่การบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้เป้าหมายเร่ง Net Zero จากปี 2065 เป็นปี 2050
กฟผ. เตรียมเร่งโครงการ Solar Floating ที่เขื่อนหลัก 3 แห่ง และพัฒนา โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน พร้อมเตรียมโรงไฟฟ้าให้รองรับการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอนาคต
ลงทุนระบบส่ง 2.2 หมื่นล้าน รับ EEC–ดาต้าเซ็นเตอร์
แผนลงทุนปี 2569 กฟผ. ใช้งบประมาณราว 22,000 ล้านบาท โดยเน้นขยายระบบส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และการเข้ามาของ Data Center จำนวนมาก คาดเพิ่มศักยภาพจ่ายไฟได้อีก 1,750 เมกะวัตต์ภายในครึ่งปีแรก
ในด้านต้นทุนเชื้อเพลิง กฟผ. เตรียมจัดหา LNG ระยะยาว 10–15 ปี ปริมาณราว 1 ล้านตันต่อปี เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ขณะที่แนวโน้มราคาพลังงานโลกปีหน้าคาดว่าจะทรงตัวในระดับ 11–12 ดอลลาร์ ช่วยให้ กฟผ. ทยอยบริหารหนี้ค่า Ft ที่เหลือกว่า 4 หมื่นล้านบาท และคุมค่าไฟให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด
พลังงานไทยปี 69 "แข่งความเร็ว-ต้นทุน-ความยั่งยืน"
ทั้ง ปตท. และ กฟผ. เห็นตรงกันว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันด้านพลังงานสีเขียว จะเป็นตัวแปรสำคัญของปี 2569 หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว อาจเสียเปรียบในการแข่งขันระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากสามารถบริหารความมั่นคงพลังงาน คุมต้นทุน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดได้อย่างสมดุล ไทยยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Energy & Investment Hub ของภูมิภาค ตามเป้าหมายที่ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานกำลังร่วมกันผลักดัน
อีกทั้ง ยังมองว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันด้านพลังงานสีเขียว จะเป็นตัวแปรสำคัญของปี 2569 หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว อาจเสียเปรียบในการแข่งขันระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากสามารถบริหารความมั่นคงพลังงาน คุมต้นทุน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดได้อย่างสมดุล ไทยยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น Energy & Investment Hub ของภูมิภาค ตามเป้าหมายที่ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานกำลังร่วมกันผลักดัน







