‘ EUDR ’กฎใหม่ใช้ปี69สินค้าเกษตรไทย แจงผลิตไม่ทำลายป่าหลีกโทษ‘ห้ามนำเข้า-ปรับ’

แม้ว่า สหภาพยุโรป จะเลื่อนบังคับใช้กฎ EUDR ่เป็นสิ้นปี 2569 แต่ถือว่ามีความท้าทายต่อการส่งออกยางพาราของไฃทยอย่างมีนัยสำคัญ จากที่กำหนดไม่ให้นำเข้า ซื้อขาย และส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม
ข้อมูลจาก รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 (Agricultural Economic Outlook) ระบุว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: ได้เสนอให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) หรือกฎระเบียบของสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำหนดไม่ให้มีการนำเข้า ซื้อขาย และส่งออกสินค้าที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม ออกไปอีก เนื่องจากความไม่พร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ของ อียูเอง
โดยมีข้อเสนอให้เลื่อนการบังคับใช้กฎระเบียบกับผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากเดิม 30 มิ.ย. 2569 เป็น 30 ธ.ค. 2569 แต่ในส่วนของ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ให้คงวันบังคับใช้ไว้ตามเดิม คือ 30 ธ.ค. 2568 แม้จะมีข้อเสนอให้ผ่อนผันออกไปอีก 6 เดือน หรือกลางปี 2569 แต่การพิจารณายังไม่สิ้นสุด
แม้จะยังพอมีเวลาให้หายใจหายคอได้บ้าง แต่ไม่ช้าไม่นานกฎระเบียบใหม่นี้ก็จะต้องมีผลบังคับใช้จริง ซึ่งสินค้าที่กำหนดไว้จำนวน 7 รายการได้แก่ 1. โคกระบือ อาทิ โคกระบือมีชีวิต เนื้อโคกระบือ และเครื่องในโคกระบือ 2.โกโก้ อาทิ เมล็ดโกโก้ ผงโกโก้ และช็อกโกแลต
3.กาแฟ อาทิ กาแฟทั้งที่คั่วและไม่ได้คั่ว 4. ปาล์มนํามัน อาทิ เมล็ดปาล์ม นํามันปาล์ม และกากนํามันปาล์ม4. ยางพารา อาทิ ยางธรรมชาติ ยางผสม (คอมพาวนด์) และยางรถยนต์ 6. ถั่วเหลือง อาทิ ถั่วเหลืองสําหรับเพาะปลูก นํ้ามันถั่วเหลือง และกากน้ำมันถั่วเหลือง 7.ไม้ อาทิ ไม้ฟืน ถ่านไม้ สิ่งพิมพ์ และที่นั่งที่ทําด้วยไม้
สำหรับข้อปฏิบัติเพื่อการค้าสินค้าทั้ง 7 รายการกับอียู ว่าด้วยการรายงานการตรวจสอบและประเมินต้องครอบคลุมข้อมูลจากกระบวนการตรวจสอบ 3 ขั้นตอนสําคัญ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 : การรวบรวมข้อมูล (Collection of Information ผู้นำเข้าส่งออกต้องรวบรวมข้อมูลตามที่กําหนดในกฎหมาย EUDR อาทิ ชื่อสินค้า ประเทศผู้ผลิต และตําแหน่งที่ผลิต (Geolocation)ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สําคัญที่สุด
ขั้นตอนที่ 2 :การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment ผู้นําเข้า/ส่งออกต้องประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลที่รวบรวมมา โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อาทิ พื้นที่ป่า การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและระดับความเสี่ยงของประเทศที่ผลิต
ขั้นตอนที่ 3 : การบรรเทาความเสี่ยง (Risk Mitigation) หากผลการประเมินพบว่าสินค้ายังมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถละทอ้งได้ผู้นำเข้า/ส่งออกต้องมีมาตรการบรรเทาความเสี่ยง เช่น การจัดหาข้อมูลเพิ่มเติม และการลงพื้นที่ (Audit) แหล่งผลิต
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎใหม่ หรือ ดำเนินการไม่ครบถ้วน นั้นหากอียูกำหนดบทลงโทษ (Penalties) ผู้นําเข้า/ส่งออกหรือผู้จัดจําหน่ายทีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR จะได้รับการลงโทษตามที่แต่ละประเทศสมาชิกอียูได้บัญญัติไว้ โดยจะครอบคลุมมาตรการ อาทิ การยึดสินค้า การห้ามนําเข้าสินค้า และการเรียกเก็บค่าปรับเป็นมูลค่าสูงถึง4 %ของผลประกอบการรายปีของผู้ประกอบการ
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าของ ประเทศไทยจึงมีการเตรียมการว่าด้วย การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR อาทิ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ และการระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ โดยในปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนา
4 แพลตฟอร์ม ที่สําคัญ ได้แก่ Deforestation - Free Analysis Platform โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติ หรือ NECTEC มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกตามEU - Information System ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งในและต่างประเทศ พร้อมปรับแต่งข้อมูลในรูแบบใช้งานได้ทันที
แพลตฟอร์ม “LANDX” หรือ “Land Explorer” พัฒนาขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศเพื่อบริหารจัดการที่ดิน โดยใช้ชุดข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียมของประเทศไทยในการยืนยันว่า สิ่งที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกอยู่นั้นเป็นพื้นที่ป่าไม้ หรือ สิทธิในการใช้ที่ดินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
Traceability Platform และ Geolocation Platform โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ซึ่งข้อมูลใน Traceability Platform จะมีความครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยฐานข้อมูลที่ใช้เป็นหลักมาจากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร และจะเชื่อมโยงไปยัง Geolocation Platform ที่เป็นแผนที่ซึ่งจะประเมินว่าผลผลิตจากแหล่งผลิตนั้น ๆ มีความเสี่ยงที่จะอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ระดับใด นอกจากนี้ Traceability Platform จะอํานวยความสะดวกในการออก Due Diligence Statement ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ผลิตปลอดจากการตัดไม้ทําลายป่า
แพลตฟอร์มดิจิทัลสําหรับการติดตามและส่งเสริมสินค้าปลอดการตัดไม้ทําลายป่าภายใต้มาตรการ EUDR โดยสํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการตรวจสอบ Due Diligence และเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ โดยคาดว่าจะเปิดให้มีการทดสอบการใช้งานในเดือนก.ค. 2569
ตามหลักการทำงานของอียู จะมีการทบทวนมาตรการและกฎระเบียบต่างๆทุกๆ 5 ปี ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเพิ่มจำนวนรายการสินค้ามากขึ้นไปอีก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมด้วยการทำความเข้าใจหลักปฏิบัติให้ชัดเจน จะเป็นโอกาสสร้างแต้มแต่ทางการค้าไทย เพราะแม้ปัจจุบันรายการสินค้าตาม EUDR คือสินค้าเกษตรแต่สินค้าเกษตรก็คือจุดเริ่มต้นของสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับกฎระเบียบใหม่นี้







