พลังงานปี69ท้า‘ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิอากาศ-ศก.’ ดันทั่วโลกแข่ง‘ราคา-เสถียรภาพ-ความสะอาด’

พลังงานปี69ท้า‘ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิอากาศ-ศก.’   ดันทั่วโลกแข่ง‘ราคา-เสถียรภาพ-ความสะอาด’

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนทางเศรษฐกิจในปี2568 พบว่ามีการใช้จ่ายด้านพลังงานสะอาดพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างเงียบๆ

สภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum: WEF เผยแพร่บทความ  Global energy in 2026 will be marked by growth, resilience and competition ระบุว่า ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เรื่องการลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าเกิน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ 

โดย 2.2 ล้านล้านดอลลาร์จะไหลเข้าสู่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด – ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้า การจัดเก็บพลังงาน ประสิทธิภาพ และเชื้อเพลิงสะอาด

“ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สองในสามของทุกดอลลาร์ที่ใช้จ่ายไปกับพลังงานนั้นกำลังไปสู่ทางเลือกด้านพลังงานที่สะอาดกว่า แม้ว่าวาทกรรมเรื่องสภาพภูมิอากาศจะถูกมองข้ามไปเมื่อเทียบกับการให้ความสำคัญเรื่อความมั่นคงและราคาที่เหมาะสม”

พลังงานปี69ท้า‘ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิอากาศ-ศก.’   ดันทั่วโลกแข่ง‘ราคา-เสถียรภาพ-ความสะอาด’

สำหรับปี 2569 นี้  ก็ยังเป็นอีกปีที่ไม่มีคำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศที่เด่นชัน แต่ความสนใจหลักๆจะไปอยู่ที่เรื่องการจัดการความเสี่ยงด้านพลังงาน ซึ่งจะครอบคลุม 3 ประเด็นหลักได้แก่ การเติบโต ความยืดหยุ่น และการแข่งขัน [growth, resilience and competition]

จีนยึดหัวหาดมหาอำนาจพลังงานสะอาด

       ปี 2569 ทุกภาคส่วนต่างมุ่งไปที่เป้าหมายแรกนั่นคือการเติบโตผ่านการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ทั้งที่นโยบายเหล่านี้ คือ กลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ดังนั้น จะเห็นรัฐบาลหลายประเทศ ปรับรูปแบบนโยบายด้านพลังงานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การนำกลไกเชิงนโยบายมาใช้มากขึ้น เช่น การกำหนดกฎระเบียบเพื่อสิทธิประโยชน์บางอย่าง การให้เครดิรด้านภาษี การให้เงินอุดหนุน รวมไปถึงการกำหนดเป็นมาตรการทางการค้า เพื่อให้การขับเคลื่อนเป้าหมายเป็นไปทั้งระบบแทนที่จะเป็นแค่การสร้างแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม เหมือนแต่ก่อน

“การแข่งขันด้านพลังงานทางเลือกนี้ ต้องยกให้จีน ใช้จ่ายด้านพลังงานสะอาดเกือบเท่ากับการใช้จ่ายของสหรัฐและสหภาพยุโรป(อียู) รวมกันเสียอีก ดังนั้น จีนจึงเป็นผู้นำด้านการผลิตในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดและพลังงานขั้นสูงส่วนใหญ่ ตอกย้ำสถานะของจีนในฐานะมหาอำนาจด้านพลังงานสะอาดของโลก”

อินเดียเตรียมทะยานผู้นำด้านพลังงานสะอาด

     ด้าน อินเดีย ก็พบว่ากำลังทะเยอทะยานและมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลงสนามแข่งขันนี้ โดยรัฐบาลได้ออกนโยบายหลายประการ รวมถึงมาตรการจูงใจสำหรับการผลิตภายในประเทศและข้อกำหนดสำหรับการใช้พลังงานสะอาด ไม่เพียงแต่ผลักดันการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังผลักดันการลงทุนในภาคการผลิตด้วย ตัวอย่างเช่น โครงการ Dhirubhai Energy Complex มีกำหนดเริ่มดำเนินการในปี 2569 และมีเป้าหมายที่จะรวบรวมโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และเครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้าขนาดใหญ่ไว้ในที่เดียวกัน

ขณะที่ยุโรปกำลังทบทวนรูปแบบอุตสาหกรรมเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขัน กฎหมายอุตสาหกรรมสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Industry Act) มีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่าภายในปี 2573 อย่างน้อย 40% ของความต้องการใช้ต้องเป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลิตภายในโดย สหภาพยุโรปยังกำลังดำเนินการรีไซเคิลวัสดุที่สำคัญมากขึ้นและจำกัดการส่งออกแม่เหล็กถาวรและเศษโลหะเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานภายนอก

ยึดความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอันดับต้นๆ อีกครั้ง ทำให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นหัวข้อใหญ่อันดับสองสำหรับปี 2569  โดยจีนยังคงพยายามเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและขยายความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนยุโรปกำลังหันเหออกจากเชื้อเพลิงของรัสเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะเลิกใช้ก๊าซ น้ำมัน และพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซียในที่สุด และสหรัฐกำลังกระจายและนำแหล่งผลิตลิเธียม โคบอลต์ นิกเกล และแร่หายากกลับมาผลิตในประเทศ

ในขณะเดียวกัน ความยืดหยุ่นในปัจจุบันหมายถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย ตั้งแต่การป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิมต่อการจัดหาน้ำมันและก๊าซ ไปจนถึงการเข้าถึงที่ราคาไม่แพงและความยืดหยุ่นของระบบเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ๆ เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ สภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน

“ความสนใจของสาธารณชนได้เปลี่ยนไปที่ผลกระทบในปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้า เช่น ความอยู่รอดของชุมชน อัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำลง เพื่อแลกกับการยอมรับฟาร์มกังหันลม สายส่งไฟฟ้า โรงงานผลิต หรือศูนย์ข้อมูล” 

ปัญญาประดิษฐ์และพลังงานในปี 2569

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความต้องการใช้พลังงานจากอุตสาหกรรม AI กำลังสร้าง“คอขวด”ด้านพลังงานจากความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของ“ศูนย์ข้อมูล” หรือ “ดาต้าเซ็นเตอร์”  การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กำลังเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญขององค์กรต่างๆ 

ตามรายงานพลังงานศูนย์ข้อมูลปี 2568 ของ Bloom Energy พบว่าการเข้าถึงพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกสถานที่ตั้งศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยพิจารณาที่แซงหน้าข้อกังวลแบบดั้งเดิม เช่น การเชื่อมต่อทางเครื่องข่ายดิจิทัล

ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หมายความว่าการแข่งขันด้านโครงข่ายไฟฟ้าและตัวเลือกพลังงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งหมายถึงราคาและความเสถียรและอัตราการปล่อยคาร์บอนต่ำจะทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2569  

“แหล่งลงทุนใดที่สามารถนำเสนอไฟฟ้าราคาถูก เชื่อถือได้ และสะอาดในปริมาณมาก จะมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในการดึงดูดการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์”

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแข่งขันมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2569 เป็นปีที่เน้นการแข่งขันเพื่อความได้เปรียบในภูมิทัศน์ด้านพลังงานที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยการเมือง มากกว่าการให้คำมั่นสัญญาใหม่ๆ ทำให้ปี 2569  การบรรลุความสำเร็จด้านพลังงาน จะต้องมีส่วนผสมของความยืดหยุ่นที่เข้าใจบริบทของท้องถิ่น หรือ โดนใจชาวบ้านนั่นคือ ราคาพลังงานที่ไม่แพง มีความเสถียร และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องนำเสนอและเห็นผลอย่งชัดเจนโครงการนั้นๆจึงจะไปต่อได้  ซึ่งทีความซับซ้อนมากกว่าแค่การบอกเล่าเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น 

      ดังนั้น ในปีนี้ รัฐบาลต่างๆอาจเมินเรื่องการให้คำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศ แต่จะหันไปเน้นเรื่องการรักษาอุตสาหกรรมและการจ้างงานในอนาคต เช่น แบตเตอรี่ ไฮโดรเจน ศูนย์ข้อมูล การผลิตเทคโนโลยีสะอาด มากกว่า ซึ่งหากมองอีกนัยหนึ่งก็คือกลไกไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกแบบหนึ่งต่างเพียงเรื่องเล่าที่ไม่เหมือนเดิมเท่านั้น