การก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2569 ที่กำลังมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ทั้งเก่า และใหม่รออยู่ การรู้ทิศทางล่วงหน้าจากฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ จะทำให้อนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่เป็นสิ่งที่จะต้องเดินหน้าท้าทายอย่างมั่นใจ
เมื่อเร็วๆนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ออกรายงาน “The Global Value Chain Development Report 2025: The Re-wiring of GVCs in a Changing Global Economy” ซึ่งรายงานฉบับใหม่นี้พบว่าห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกมีความยืดหยุ่นและกำลังปรับตัวท่ามกลางความท้าทายใหม่ๆ โดย ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก หรือ GVCs กำลังมีความยืดหยุ่นต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเงิน แรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศ และการระบาดของโควิด-19ที่ผ่านมา
ดร.เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่WTO เปิดเผยว่า การมองการณ์ไกลมีความสำคัญอย่างยิ่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนและระบบเศรษฐกิจจะถูกบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
“รายงานฉบับใหม่นี้ได้ยืนยันสิ่งที่WTOได้กล่าวมาโดยตลอด นั่นคือ โลกาภิวัตน์ยังไม่สิ้นสุด และห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนแบ่งการค้าในGVC ต่อการค้าโลกโดยรวมลดลงเพียงเล็กน้อยจากจุดสูงสุดในปี 2565 ที่ 48% เหลือ 46.3% ในปีที่แล้ว”
การขาดแคลนเงินทุนทางการค้ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เป็นซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย"
รายงานยังระบุอีกว่า การปรับโครงสร้างใหม่ของGVCs ส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ต่อประเทศที่เป็นฐานของการผลิตอยู่แล้ว (established as suppliers) และหาก GVCs จะมีความกระจัดกระจาย (deconcentrated) มีความหลากหลาย และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้น ทุกฝ่ายจำเป็นต้องสร้างสรรค์สิ่งที่จะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆให้ได้
รายงานฉบับนี้ กำลังจะเป็นบทเรียนให้ได้รู้ว่า รูปแบบข้อตกลงดั่งเดิมทั้งระดับทวิภาคี และพหุภาคีนั้น จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป หรือ ทำไปก็ไม่มีผลใดๆ เนื่องจากมีข้อตกลงทางการค้า มากกว่า180 ฉบับ ณ ช่วงปี 2567 ที่มุ่งไปสู่เรื่องการค้าดิจิทัลและแร่ธาตุสำคัญมากกว่าจะมาคุยกันเรื่องการค้าสินค้าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
กล่าวโดยสรุปพบว่า ปัจจัยและแนวทางการรับมือห่วงโซ่มูลค่าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปจากนี้ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญได้แก่ ประการแรก โลกาภิวัตน์ต้องมีความครอบคลุมมากขึ้น การขยายการเข้าถึงการเงิน เทคโนโลยี และตลาดสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาและวิสาหกิจขนาดเล็ก แพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล โครงการริเริ่มด้านการเงินการค้า (trade finance initiatives) และโครงการบูรณาการระดับภูมิภาคสามารถลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดได้
การสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถจากหน่วยงานพหุภาคีควรเน้นที่โลจิสติกส์ การปรับปรุงศุลกากรให้ทันสมัย และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวกำหนดความพร้อมสำหรับการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
ประการที่สอง โลกาภิวัตน์ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลาย การทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส และกรอบเศรษฐกิจมหภาคทางการเงินที่มั่นคง ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถรับมือกับภาวะช็อกได้ รัฐบาลควรส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อคาดการณ์ถึงความหยุดชะงัก การเตรียมการรับมือกับเหตุฉุกเฉินในระดับภูมิภาค รวมถึงการสำรองสินค้าแบบร่วมมือหรือกรอบความช่วยเหลือซึ่งกันและกันสำหรับสินค้าจำเป็น จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพได้มากยิ่งขึ้น
ความยืดหยุ่นทางการเงินก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การรักษากระแสเงินทุนให้มีเสถียรภาพและการบริหารจัดการหนี้อย่างรอบคอบจะช่วยป้องกันการพลิกผันอย่างฉับพลันที่บั่นทอนการค้าและการลงทุน
ประการที่สาม โลกาภิวัตน์ต้องมีความยั่งยืน นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและการค้าจำเป็นต้องสอดคล้องกัน เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความสามารถในการแข่งขันส่งเสริมซึ่งกันและกัน มาตรฐานการบัญชีคาร์บอน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการสนับสนุนแนวปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่จำกัดการเติบโต การประสานงานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกำหนดราคาคาร์บอนและการปรับพรมแดนจะเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแตกแยก ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อเข้าร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเท่าเทียมกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นผลจากการจัดระเบียบมากขึ้นผ่านเครือข่ายระดับภูมิภาคที่ทับซ้อนกัน กฎระเบียบและสถาบันที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จหรือการอยู่ในรอดในภาพแวดล้อมใหม่นี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศต่างๆในการปรับตัว สร้างสรรค์นวัตกรรม ความร่วมมือกัน นโยบายที่ขยายการมีส่วนร่วม บริหารความเสี่ยง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานของสิ่งที่รายงานฉบับนี้เรียกว่า การจัดระเบียบโลกาภิวัตน์ใหม่





